รวมความรู้เกี่ยวกับโรคชนิดต่างๆ คำอธิบาย วิธีการดูแลสุขภาพ การรักษา พร้อมทั้งวิธีป้องกันโรคชนิดต่างๆ

บทความน่ารู้

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

วิธีป้องกันผิวแห้งที่ดีที่สุดคือ การใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ ควรใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้นหรือมียาบำรุงผิวตามที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ เพราะแต่ละคนมีความแห้งของผิวหนังไม่เท่ากัน มีสภาพแวดล้อมหรือโดนสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน ไม่ควรใช้โลชั่นซึ่งผสมน้ำในปริมาณมากหรือผสมแอลกอฮอล์ เพราะจะให้ผิวยิ่งแห้ง ควรใช้ครีมบำรุงผิวตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าผิวแห้ง หรือทันทีที่อาบน้ำเสร็จ การอาบน้ำจะเป็นการช่วยรักษาโรคผิวหนังอักเสบ เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหนัง และขจัดเชื้อโรคและสารระคายเคืองต่างๆ แต่ต้องใช้ครีมบำรุงผิวทันที หลังจากอาบน้ำเสร็จ เพราะมิฉะนั้นผิวจะแห้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้อาการผื่นคันแย่ลง ขั้นตอนการปฏิบัติคือ ทันทีที่อาบน้ำเสร็จค่อยๆ ซับน้ำออกจากตัวด้วยผ้าขนหนู แล้วทิ้งให้ผิวหนังชื้นเล็กน้อยก่อนที่จะชโลมด้วยครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยรักษาให้ผิวหนังชุ่มชื่น

ในการอาบน้ำอย่าใช้สบู่ก้อน เพราะสบู่ก้อนจะขจัดน้ำมันที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนผิวหนังซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื่นให้หมดไป ยกเว้นว่าคราบสกปรกนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าไม่ออก ควรใช้สบู่เหลวสูตรอ่อนโยนต่อผิวหนังและบำรุงผิว ถ้ามีรอยโรคที่ผิวหนังมาก ควรใช้สบู่ทำความสะอาดเฉพาะส่วนที่จำเป็นและล้างออก น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อย่าใช้น้ำร้อน เพราะน้ำร้อนจะระเหยออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวแห้ง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหรือผงขัดผิวที่มีกลิ่นหอมอาบน้ำ เพราะจะทำให้อาการผื่นคันแย่ลง ควรใช้เวลาในการอาบน้ำประมาณ 5-10 นาที เพราะถ้านานกว่านี้ความชุ่มชื่นบนผิวหนังตามธรรมชาติจะถูกชะล้างออกไป ควรใช้แชมพูอ่อนและสระผมที่อ่างล้างหน้าหรืออาบน้ำโดยใช้ฝักบัวจะดีกว่าการอาบน้ำในอ่างอาบน้ำ เพื่อที่ฟองแชมพูจะได้ไม่ติดอยู่ที่ผิวหนังนาน เพื่อลดโอกาสที่สารเคมีจะระคายผิวหนังได้

เนื่องจากผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบจะมีผิวหนังที่บางมาก ผู้ป่วยบางรายสังเกตว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของผิวหนังอย่างกะทันหัน เช่น ออกจากที่ทำงานที่เป็นห้องแอร์ ออกไปรับประทานอาหารกลางวันนอกตึกที่มีแดดร้อนเปรี้ยง หรือตอนกลับเข้ามาในตึกหรือห้องทำงานจากข้างนอกจะมีผื่นขึ้น อากาศที่ร้อนและหนาวมีส่วนทำให้โรคผิวหนังอักเสบกำเริบ อากาศที่ร้อนและแห้งทำให้ความชุ่มชื่นบนผิวหนังหมดไป ในฤดูร้อนที่อากาศชื้น เหงื่อจะทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคืองและเกิดผื่นคัน ดังนั้น พยายามอยู่แต่ในบ้านหรือในสำนักงาน ในช่วงที่มีอากาศร้อน พยายามให้มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหันให้น้อยที่สุด ถ้าเหงื่อเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังก็ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กำลังมีอาการผื่นคัน สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ควรใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายซึ่งระบายอากาศได้ดี ทำให้เหงื่อออกน้อยและระเหยออกจากผิวหนังได้เร็ว ควรรีบอาบน้ำทันทีหลังจากออกกำลังกายเพื่อชะล้างเหงื่อไคลโดยเร็ว สำหรับการออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรใช้ครีมกันแดดที่มีคุณภาพดี ไม่ใช้ชนิดที่ทำให้ผิวแห้ง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ บางรายจะสังเกตว่าเวลาที่มีความเครียด เช่น เวลามีความกังวล มีความเหนื่อยล้า มีความรู้สึกหงุดหงิด หรือหวาดกลัว อาการผื่นคันที่ผิวหนังจะเป็นมากขึ้น อารมณ์หรือความเครียดเหล่านี้ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีแดง และคันมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่มีความเครียด เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังผิวหนังมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ดังนั้น การหลีกเลี่ยงความเครียดต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จะทำได้ เช่น การนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่อดนอน ไม่ตรากตรำ มองโลกในแง่ดี มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ หลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะมารบกวนจิตใจ มีการจัดสรรเวลาและวางแผนให้ดีสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกรีบเร่งหรือร้อนรน มีการหยุดพักงานเป็นช่วงๆ มีการไปเปลี่ยนบรรยากาศหรือทำงานอดิเรกที่ชอบเพื่อให้มีจิตใจแจ่มใสหรือมีการเล่นกีฬาเพื่อช่วยลดความเครียด แต่อย่าจริงจังกับผลแพ้ชนะเกินไป วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้เพื่อลดการกำเริบของโรคผิวหนังอักเสบ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมาก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ บางรายจะสังเกตว่าเวลาที่มีความเครียด เช่น เวลามีความกังวล มีความเหนื่อยล้า มีความรู้สึกหงุดหงิด หรือหวาดกลัว อาการผื่นคันที่ผิวหนังจะเป็นมากขึ้น อารมณ์หรือความเครียดเหล่านี้ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีแดง และคันมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่มีความเครียด เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังผิวหนังมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ดังนั้น การหลีกเลี่ยงความเครียดต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จะทำได้ เช่น การนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่อดนอน ไม่ตรากตรำ มองโลกในแง่ดี มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ หลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะมารบกวนจิตใจ มีการจัดสรรเวลาและวางแผนให้ดีสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกรีบเร่งหรือร้อนรน มีการหยุดพักงานเป็นช่วงๆ มีการไปเปลี่ยนบรรยากาศหรือทำงานอดิเรกที่ชอบเพื่อให้มีจิตใจแจ่มใสหรือมีการเล่นกีฬาเพื่อช่วยลดความเครียด แต่อย่าจริงจังกับผลแพ้ชนะเกินไป วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้เพื่อลดการกำเริบของโรคผิวหนังอักเสบ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมาก ผิวหนังที่มีสุขภาพดีจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในร่างกาย แต่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบจะง่ายต่อการติดเชื้อมากกว่าผิวหนังของคนทั่วไป การติดเชื้ออาจมาจากบริเวณผิวหนังเอง เช่น จากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังหรือตามซอกเล็บ เวลาที่มีการคันและเกาจนผิวหนังเป็นแผล จะเป็นการเปิดทางให้เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ การติดเชื้อในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น โรคไข้หวัด โรคเริม โรคงูสวัด เชื้อราบนเท้า ก็สามารถกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดผื่นคันได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อรู้สึกว่าผิวหนังมีอาการร้อนแดงขึ้น หรือมีตุ่มขึ้นบนผิวหนัง มีผื่นขึ้นหรือมีหนอง หรือเป็นแผลติดเชื้อ มีกลิ่นเหม็น ควรรีบไปพบแพทย์

ปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยากมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบคือ อาการคันมากทำให้ต้องเกา บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบเผลอเกาโดยไม่รู้ตัว ปกติแล้วคนเราจะเกาเมื่ออยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรจะทำ ดังนั้น การพยายามทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้มือ จะทำให้เกาน้อยลง นอกจากนี้ การสวมเสื้อผ้ามิดชิดก็จะเป็นการปกป้องผิวหนังไม่ให้เผลอเกาไปถูกได้ ส่วนเวลากลางคืนซึ่งมักเป็นเวลาที่คันมาก ถ้าอาการคันถึงกับทำให้นอนไม่หลับ ก็อาจจะลองใช้ผ้าชุบน้ำเย็นปิดบริเวณที่คันสักพักก่อนทาครีมบำรุงผิวที่เก็บเอาไว้ในตู้เย็น และพยายามตัดเล็บให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือถ้ายังไม่พอ อาจใส่ถุงมือที่ทำจากผ้าฝ้ายที่มีน้ำหนักเบา เพื่อช่วยป้องกันเล็บและผิวหนัง สุดท้ายก็คงต้องอาศัยยาแก้คันแก้แพ้ รับประทานก่อนนอน เพื่อช่วยลดอาการคันและอาจทำให้นอนหลับสบายขึ้น

ที่มา : หนังสือเส้นทางเศรษฐี



	67 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ( COPD )

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

การรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ( COPD)          

การรักษาจะแบ่งเป็นแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา เป้าหมายในการรักษาที่สำคัญคือป้องกันการกำเริบและชะลอการดำเนินไปของโรคให้นานที่สุด ในขณะเดียวกันต้องทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

การักษาแบบไม่ใช้ยา :  ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังทุกรายควรเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดและหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรื่ เมื่อสามารถเลิกสูบได้แล้ว ขั้นต่อมาจะเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพของปอด โดยจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป การบริหารกล้ามเนื้อปอด บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ การให้ออกซิเจนในระยะยาว และการผ่าตัด เป็นต้น

การรักษาโดยใช้ยา : ยาขยายหลอดลมทั้งชนิดออกฤทธิ์สั้นและยาว ได้แก่  salbutamol, terbutaline ,formoterol, theophylline  เป็นต้น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ได้แก่ budesonide , fluticasone  beclomethasone   หรือยาที่มีส่วนผสมของทั้งสองตัวเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมการกำเริบของโรค เช่น formoterol + budesonide  เป็นต้น

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

-          ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและไปตรวจร่างกายตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ

-          เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีควันบุหรี่

-          หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลภาวะทางอากาศ

-          ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยไม่ให้มีฝุ่นละอองอยู่เสมอ

-          เข้าใจภาวะของโรคเรียนรู้วิธีการรับมือเมื่อกำเริบ อธิบายให้ผู้ใกล้ชิดเข้าใจถึงสภาวะของตนเอง

81 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เมื่อยังไม่เป็นเบาหวาน ควรปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพ  ทำได้โดยปรับปรุงวิถีชีวิต คือ 
- ออกกำลังกายให้มากขึ้น
-  เดินให้มากขึ้นไม่อาศัยพาหนะถ้าทำได้
-  ระวังเรื่องอาหารอาหาร “จานด่วน” มักจะมีไขมันสูง
-  รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ ไม่อ้วน ไม่ผอม

ถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว เราสามารถช่วยสุขภาพของโรคหัวใจและหลอดเลือดให้บรรเทาได้โดย 
- ลดน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ให้ต่ำลงมาให้เข้าเกณฑ์มาตรฐาน
- ละเว้นการสูบบุหรี่
- รับประทานอาหารสุขภาพให้ได้สมดุลกัน คือ 

- ลดอาหารที่มีไขมัน
- ลดอาหารเค็ม
- ลดขนมหวาน ผลไม้หวาน
- รับประทานอาหารจำพวกที่มีใยอาหารมาก ๆ, ผักชนิดต่าง ๆ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมรักษาความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดให้ดี

 

 

ที่มา: สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

 

81 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมียรักษาได้อย่างไร

  1. การดูแลรักษาสุขภาพทั่วไป ควรมีสุขอนามัยที่ดี สะอาด

การปฏิบัติตัว  – ออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ ไม่เหนื่อยเกินไป เนื่องจากมีกระดูกเปราะหักง่าย ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ผาดโผน ไม่สูบบุหรี่เพราะมีอาการซีดอยู่แล้ว ร่างกายจะขาดออกซิเจนมากขึ้น ไม่ควรดื่มเหล้าเพราะเป็นผลเสียต่อตับ ซึ่งมีธาตุเหล็กไปสะสม

อาหาร – คนที่เป็นธาลัสซีเมีย เม็ดเลือดแดงแตกเร็วร่างกายพยายามสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมาแทน สร้างมากสร้างเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า ฉะนั้นควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีโปรตีนสูง เช่น  เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม และอาหารที่มีวิตามินที่เรียกว่า “โฟเลท”  อยู่มาก ได้แก่ ผักสดต่างๆ สารอาหารเหล่านี้ จะถูกนำไปสร้างเม็ดเลือดแดงได้ อาหารที่ควรละเว้น คือ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เลือดสัตว์ต่างๆ เช่น เลือดหมู เลือดเป็ด เลือดไก่ สำหรับเครื่องดื่มประเภทน้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้บ้าง

ยา – ไม่ควรซื้อยาบำรุงโลหิตกินเอง เพราะอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งใช้สำหรับรักษาคนที่ขาดธาตุเหล็ก ไม่ใช่สำหรับโรคธาลัสซีเมียที่มีเหล็กเกินอยู่แล้ว ควรรับประทานยา วิตามินโฟเลท อาจช่วยเสริมให้มีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้นบ้าง

  1. การให้เลือดมี 2 แบบคือ การให้เลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) และการให้เลือดจนหายซีด ( high transfusion)
  2. การให้ยาขับธาตุเหล็ก
  3. การตัดม้าม
  4. การปลูกถ่ายไขกระดูก
  5. การใช้เลือดสายสะดือรักษาโรคธาลัสซีเมีย
  6. การเปลี่ยนยีน

 

เมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติตนอย่างไร

แม้ว่าโรคนี้ยังรักษาให้หายขาดได้ยาก ผู้ที่เป็นโรคนี้ไม่ควรตื่นตกใจ เพราะบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ดังนั้น จึงควรปฏิบัติดังนี้

-          รับประทานผักสด ไข่ นม หรือนมถั่วเหลืองมากๆ

-          ดื่มน้ำชาหลังอาหาร เพื่อลดการดูดซึมธาตุเหล็ก

-          ควรตรวจฟัน ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันผุง่าย

-          หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นรุนแรง

-          งดดื่มสุรา หรือของมืนเมา

-          ถ้ามีอาการปวดท้องที่บริเวณชายโครงขวาอย่างรุนแรง มีไข้และตาขาวมีสีเหลืองมากขึ้น ควรไปพบแพทย์

-          หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดหมู สาหร่าย

 

52 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต

การป้องกันโรคไต

  1. วิธีที่ดีที่สุด คือ ท่านควรจะไปรับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะรวมการตรวจสุขภาพไตขั้นต้น 3 ประการได้แก่ วัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือดหาระดับ “ครีอะตินีน”  ผลการตรวจจะบอกได้ขั้นต้นว่าท่านมีโรคไตซ่อนอยู่หรือไม่  ถ้ามีความผิดปกติแม้เล็กน้อยก็ตาม แพทย์ก็จะแนะนำให้ท่านรับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัย
    2. สนใจสุขภาพตนเอง รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้พอเพียง  ถ้าท่านมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อโรคไต ท่านควรจะหลีกเลี่ยง ซึ่งที่สำคัญๆ ได้แก่ การงดบุหรี่ หลีกเลี่ยงสุรา ออกกำลังกาย ดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง เป็นต้น
    3. ถ้าร่างกายท่านแสดงสัญญาณอันตรายบอกโรคไตอันใดอันหนึ่ง (ดูตารางที่ 1) ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ซึ่งอาจพบว่า ท่านไม่มีโรคใดๆเลยก็ได้ หรือบางท่านอาจมีความผิดปกติของไตเล็กน้อย การรักษาก็แค่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็เพียงพอ  ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ ถ้าทิ้งไว้นานโดยไม่ทำอะไร ก็อาจเกิดโรคไตเรื้อรังได้
    4. ระวังอย่าให้เกิดท้องเสีย โดยกินเฉพาะอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ถ้าเกิดท้องเสียท่านจะต้องได้รับน้ำทดแทนอย่างพอเพียง   ถ้าท่านมีโรคไตเรื้อรังอยู่แล้ว การที่เกิดท้องเสียจนทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและเกิดไตวายเฉียบพลันได้ และบ่อยครั้งไตที่วายแล้วไม่ฟื้นกลับอีกเลย
    5. หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเองเป็นประจำ  ปัจจุบัน การแพทย์ยุคใหม่ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง การซื้อยาง่ายๆรักษาตนเอง อาทิ โรคหวัด ปวดหัว ท่านซื้อยากินเองได้ แต่ต้องทราบว่า กิน 1 ชุดแล้วไม่หาย ท่านต้องไปพบแพทย์ เพราะโรคที่ท่านคิดว่าตนเองเป็น อาจจะมีสาเหตุอื่นๆ ที่แพทย์ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
    นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่พบว่า ท่านที่เป็นโรคเรื้อรังบางโรคที่ไม่น่าจะเป็นโรคไต อาทิ โรคผิวหนัง โรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน  ท่านที่ซื้อยากินเอง กินยาที่ไม่ทราบสรรพคุณ เชื่อตามคำโฆษณา เมื่อกินเข้าไปมากๆ แล้ว ทำให้เกิดไตอักเสบ จนเป็นไตวายเรื้อรัง  สุดท้ายโรคที่มีอยู่ก็ไม่หาย แถมเกิดโรคไตวายเพิ่ม
    6. การกินยาซ้ำซ้อน
    มียาหลายอย่างที่แพทย์จ่ายให้ผู้ป่วย ได้แก่ โรคปวดข้อ ปวดเส้น ปวดกล้ามเนื้อ  ยาที่จ่ายอาจมียากลุ่มหนึ่งที่ท่านควรจะรู้จัก ได้แก่ “ยาเอ็นเสด” ซึ่งเป็นยาลดอักเสบฤทธิ์แรงมาก กินแล้วอาการปวดมักจะทุเลาลง แต่การทุเลาจะเป็นเพียงชั่วคราว เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ หลังหมดฤทธิ์ยา ผู้ป่วยจะกลับมาปวดได้อีก โดยทั่วไป แพทย์จะพยายามแก้ไขต้นเหตุอยู่แล้ว
    ท่านที่เป็นผู้ป่วยโรคปวดต่างๆ ท่านควรจะถามแพทย์ว่า ยาที่ท่านได้มี “ยาเอ็นเสด” หรือไม่ และถ้ามีท่านต้องทำตัวอย่างไร  ท่านที่ไปหาแพทย์หลายคลินิก บางครั้งท่านอาจจะได้รับยาแก้ปวดคล้ายๆกันแต่คนละยี่ห้อ และถ้ากินเข้าไปพร้อมกันจะมีผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพไต ซึ่งหลักอันหนึ่งที่แพทย์มักจะต้องเตือนท่าน คือยาเก่าอย่าเก็บไว้ ยกเว้นแต่ได้นำไปให้แพทย์ตรวจดูและบอกว่ากินต่อไปได้เท่านั้น
    อย่างไรก็ตาม ท่านต้องทราบว่า คนธรรมดาทั่วไปจะไม่ต้องกินยาเป็นประจำ นอกจากมีโรคที่ต้องรักษา  ดังนั้น การที่ท่านต้องกินยาโดยที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคใด ท่านควรจะถามแพทย์ที่ดูแลท่านว่าท่านเป็นโรคใด และจะต้องกินนานเพียงไร แน่นอน โรคบางโรคอาจต้องกินยาประจำตลอดชีวิต แต่บางโรคพออาการหายแล้วต้องหยุดยา
    ปัจจุบัน พบว่ามีผู้ป่วยบางรายพอกินยาหมด อาการยังไม่หาย กลับนำซองยาเปล่าที่ได้จากแพทย์ไปซื้อกินเอง ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังจากยา ที่น่ากลัวคือ โรคไตจากยานี้เป็นโรคแบบเงียบๆผู้ป่วยเองไม่มีทางทราบได้ว่าเกิดโรคในระยะแรกเริ่มถ้าไม่ได้รับการตรวจ  ผู้ป่วยจะมาหาแพทย์อีกทีก็เกิดโรคไตวายแล้ว  ทั้งที่ผู้ป่วยเดิมเป็นโรคที่รักษาได้ดังเช่นโรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน ซึ่งปรับวิธีการทำงานใหม่ก็จะทุเลาไปได้เอง
    7. หลีกเลี่ยงยาเสพติดต่างๆ โดยเฉพาะต้องงดการสูบบุหรี่ ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและทำให้ไตเสื่อมเร็ว
    8. อย่าหลงคำโฆษณา  ในท้องตลาดมีการขายสารอาหารต่างๆมากมายเพื่อบำรุงร่างกาย อาหารเสริมเหล่านี้ ทางองค์การอาหารและยา (อย.) ได้จัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ดังนั้น สามารถหาซื้อได้ทั่วไปและไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ก่อนซื้อ ในส่วนอาหารเสริมเหล่านี้ อย. ได้รับรองแล้วว่าท่านสามารถซื้อกินได้โดยไม่เกิดโทษ แต่ทางที่ดีก่อนท่านจะซื้อ ท่านควรจะอ่านฉลากอาหารที่แนบไว้ด้วยว่า อาหารเสริมมีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังประการใดบ้าง ต้องระวังในผู้ที่โรคบางโรคหรือไม่ อาหารเสริมบางอย่างมีเกลือผสมอยู่มาก ทำให้เกิดโทษได้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและโรคความดันโลหิตสูง

รศ. นพ. ทวี ศิริวงศ์

 

 

96 เข้าชม | อ่านต่อ
Page 1 of 612345...Last »