รวมความรู้เกี่ยวกับโรคชนิดต่างๆ คำอธิบาย วิธีการดูแลสุขภาพ การรักษา พร้อมทั้งวิธีป้องกันโรคชนิดต่างๆ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

สำหรับโรคข้อเสื่อม สามารถป้องกันไม่ให้โรครุนแรง โดยการควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ข้อเจ็บปวดขึ้นมา ระวังการดื่มนมแคลเซียมสูงในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมที่มีน้ำหนักมาก เนื่องจากมีอันตรายต่อโรคมากกว่า เพราะส่วนประกอบของกระดูกอ่อนจะเป็นน้ำเป็นส่วนมาก ดังนั้นการรับประทานแคลเซียมในปริมาณสูงจะไม่ได้ผลในการเสริมสร้างกระดูกอ่อน แต่กลับทำให้เกิดการสร้างกระดูกทดแทนเป็นกระดูกงอกมากยิ่งขึ้น

   เมื่อไรควรไปพบแพทย์??

  1. มีอาการปวดรุนแรงที่บริเวณข้อ
  2. เกิดการบวมที่บริเวณข้อที่มีอาการปวด
  3. ผิวบริเวณข้อที่ปวดมีผื่นแดง
  4. ข้อบริเวณที่ปวดเกิดการไวต่อความรู้สึก
  5. แขนขาขยับไม่ได้ในตอนเช้าหลังตื่นนอนนานกว่า 1 ชั่วโมง
  6. มีอาการปวดตอนนอนจะทำให้นอนไม่ได้

แนวทางในการรักษา

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

  1. การพักข้อเพื่อลดการใช้งานของข้อและลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ
  2. ให้ความร้อน ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ ลดการอักเสบ ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณข้อมากขึ้น ซึ่งทำให้ไม่ขาดเลือดบริเวณนั้น ประคบวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที
  3. การออกกำลังกายและการบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีหลักฐานสนับสนุนที่เชื่อถือได้ถึงประสิทธิภาพของการออกกำลังกายในการลดอาการปวด รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการใช้งานข้อเข่า
  4. การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยต่างๆ พิจารณาตามความรุนแรงของโรคและสภาวะผู้ป่วย เช่น การใช้ไม้เท้าหรือร่มจะช่วยแบ่งเบาแรงกระทำต่อข้อเข่าได้ประมาณร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัวในกรณีที่ปวดมากควรถือไม้เท้าหรือร่มในมือด้านตรงข้ามกับข้างที่ปวด
  5. การลดน้ำหนัก มีรายงานยืนยันผลการลดน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อ สามารถลดความเจ็บปวดและเพิ่มการใช้งานของเข่าในคนสูงอายุ

   การรักษาโดยใช้ยา

ยาที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม มีอะไรบ้าง
1. ยาแก้ปวด เช่น Paracetamol , tramadol
2. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Diclofenae, Piroxicam, indomethacin เป็นต้น
3. ยาสเตียรอยด์ เช่น Prednisolone
4. กลุ่มยาที่ชะลอการดำเนินของโรค เช่น Glucosamin, Sodium hyaluronate

หลักการเลือกใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม
กลุ่มยาแก้ปวด และลดการอักเสบ
1. ถ้ามีอาการปวด ให้กินยา Paracetamol เป็นครั้งคราว ถ้าไม่หายอาจให้ยาแก้ปวดที่แรงขึ้นคือ tramadol และต้องพักข้อที่ปวด เช่น อย่าเดินมาก ยืนมาก หรือเดินขึ้นลงบันได และใช้น้ำร้อนประคบ
2. ถ้ามีอาการปวดมาก อาจใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งไม่ควรกินติดต่อกันนานๆ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียง และต้องระมัดระวังการใช้ยาในผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ
3. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เป็นมาก อาจฉีดสเตียรอยด์เข้าในข้อ

เนื่องจากยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย อยากทราบผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่
ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร อาจมีผลต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้สูง เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ มีประวัติเป็นโรคกระเพาะ ก็ควรจะใช้ยาเพื่อป้องกันผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ใช้ยาลดกรด แนะนำให้กินยานี้หลังอาหารทันที ผลข้างเคียงต่อไต อาจมีผลทำให้เลือดที่มาเลี้ยงที่ไตลดลง ค่า BUN, Serum Creatinine สูงขึ้น อาจทำให้เกิดการดิ่งของน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ

 

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีอะไรบ้าง

- ผู้ป่วยที่สูงอายุ
- ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง

 

ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม ที่พบมีอะไรบ้าง

ผู้ป่วยมักซื้อยามากินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ป่วยที่สูงอายุและใช้ยานี้รับ
ประทานเป็นประจำแต่ไม่มีการตรวจดูการทำงานการไต เมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้
ผู้ป่วยมักซื้อยาลูกกลอนมาทานเอง โดยคิดว่าเป็นยาสมุนไพรกินแล้วหายปวด ซึ่งโดย
ส่วนใหญ่แล้วยาลูกกลอนที่ใช้แก้ปวดข้อ มักจะใส่ยาสเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาที่มีผลต่อร่างกาย
มาก ถ้ารับประทานประจำจะทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะ กดการทำงานของไขกระดูก
หน้าบวม

ข้อแนะนำการใช้ยาในการรักษาโรคข้อเสื่อม
ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามากินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร สำหรับผู้ป่วยที่สูงอายุ
และใช้ยานี้รับประทานเป็นประจำ ควรจะต้องตรวจดูการทำงานการไต เพราะเมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้

No related posts.

Leave a Comment