รวมความรู้เกี่ยวกับโรคชนิดต่างๆ คำอธิบาย วิธีการดูแลสุขภาพ การรักษา พร้อมทั้งวิธีป้องกันโรคชนิดต่างๆ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

วิธีป้องกันผิวแห้งที่ดีที่สุดคือ การใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ ควรใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้นหรือมียาบำรุงผิวตามที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ เพราะแต่ละคนมีความแห้งของผิวหนังไม่เท่ากัน มีสภาพแวดล้อมหรือโดนสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน ไม่ควรใช้โลชั่นซึ่งผสมน้ำในปริมาณมากหรือผสมแอลกอฮอล์ เพราะจะให้ผิวยิ่งแห้ง ควรใช้ครีมบำรุงผิวตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าผิวแห้ง หรือทันทีที่อาบน้ำเสร็จ การอาบน้ำจะเป็นการช่วยรักษาโรคผิวหนังอักเสบ เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหนัง และขจัดเชื้อโรคและสารระคายเคืองต่างๆ แต่ต้องใช้ครีมบำรุงผิวทันที หลังจากอาบน้ำเสร็จ เพราะมิฉะนั้นผิวจะแห้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้อาการผื่นคันแย่ลง ขั้นตอนการปฏิบัติคือ ทันทีที่อาบน้ำเสร็จค่อยๆ ซับน้ำออกจากตัวด้วยผ้าขนหนู แล้วทิ้งให้ผิวหนังชื้นเล็กน้อยก่อนที่จะชโลมด้วยครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยรักษาให้ผิวหนังชุ่มชื่น

ในการอาบน้ำอย่าใช้สบู่ก้อน เพราะสบู่ก้อนจะขจัดน้ำมันที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนผิวหนังซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื่นให้หมดไป ยกเว้นว่าคราบสกปรกนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าไม่ออก ควรใช้สบู่เหลวสูตรอ่อนโยนต่อผิวหนังและบำรุงผิว ถ้ามีรอยโรคที่ผิวหนังมาก ควรใช้สบู่ทำความสะอาดเฉพาะส่วนที่จำเป็นและล้างออก น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อย่าใช้น้ำร้อน เพราะน้ำร้อนจะระเหยออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวแห้ง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหรือผงขัดผิวที่มีกลิ่นหอมอาบน้ำ เพราะจะทำให้อาการผื่นคันแย่ลง ควรใช้เวลาในการอาบน้ำประมาณ 5-10 นาที เพราะถ้านานกว่านี้ความชุ่มชื่นบนผิวหนังตามธรรมชาติจะถูกชะล้างออกไป ควรใช้แชมพูอ่อนและสระผมที่อ่างล้างหน้าหรืออาบน้ำโดยใช้ฝักบัวจะดีกว่าการอาบน้ำในอ่างอาบน้ำ เพื่อที่ฟองแชมพูจะได้ไม่ติดอยู่ที่ผิวหนังนาน เพื่อลดโอกาสที่สารเคมีจะระคายผิวหนังได้

เนื่องจากผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบจะมีผิวหนังที่บางมาก ผู้ป่วยบางรายสังเกตว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของผิวหนังอย่างกะทันหัน เช่น ออกจากที่ทำงานที่เป็นห้องแอร์ ออกไปรับประทานอาหารกลางวันนอกตึกที่มีแดดร้อนเปรี้ยง หรือตอนกลับเข้ามาในตึกหรือห้องทำงานจากข้างนอกจะมีผื่นขึ้น อากาศที่ร้อนและหนาวมีส่วนทำให้โรคผิวหนังอักเสบกำเริบ อากาศที่ร้อนและแห้งทำให้ความชุ่มชื่นบนผิวหนังหมดไป ในฤดูร้อนที่อากาศชื้น เหงื่อจะทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคืองและเกิดผื่นคัน ดังนั้น พยายามอยู่แต่ในบ้านหรือในสำนักงาน ในช่วงที่มีอากาศร้อน พยายามให้มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหันให้น้อยที่สุด ถ้าเหงื่อเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังก็ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กำลังมีอาการผื่นคัน สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ควรใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายซึ่งระบายอากาศได้ดี ทำให้เหงื่อออกน้อยและระเหยออกจากผิวหนังได้เร็ว ควรรีบอาบน้ำทันทีหลังจากออกกำลังกายเพื่อชะล้างเหงื่อไคลโดยเร็ว สำหรับการออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรใช้ครีมกันแดดที่มีคุณภาพดี ไม่ใช้ชนิดที่ทำให้ผิวแห้ง

ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ บางรายจะสังเกตว่าเวลาที่มีความเครียด เช่น เวลามีความกังวล มีความเหนื่อยล้า มีความรู้สึกหงุดหงิด หรือหวาดกลัว อาการผื่นคันที่ผิวหนังจะเป็นมากขึ้น อารมณ์หรือความเครียดเหล่านี้ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีแดง และคันมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่มีความเครียด เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังผิวหนังมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ดังนั้น การหลีกเลี่ยงความเครียดต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จะทำได้ เช่น การนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่อดนอน ไม่ตรากตรำ มองโลกในแง่ดี มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ หลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะมารบกวนจิตใจ มีการจัดสรรเวลาและวางแผนให้ดีสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกรีบเร่งหรือร้อนรน มีการหยุดพักงานเป็นช่วงๆ มีการไปเปลี่ยนบรรยากาศหรือทำงานอดิเรกที่ชอบเพื่อให้มีจิตใจแจ่มใสหรือมีการเล่นกีฬาเพื่อช่วยลดความเครียด แต่อย่าจริงจังกับผลแพ้ชนะเกินไป วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้เพื่อลดการกำเริบของโรคผิวหนังอักเสบ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมาก

ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ บางรายจะสังเกตว่าเวลาที่มีความเครียด เช่น เวลามีความกังวล มีความเหนื่อยล้า มีความรู้สึกหงุดหงิด หรือหวาดกลัว อาการผื่นคันที่ผิวหนังจะเป็นมากขึ้น อารมณ์หรือความเครียดเหล่านี้ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีแดง และคันมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่มีความเครียด เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังผิวหนังมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ดังนั้น การหลีกเลี่ยงความเครียดต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จะทำได้ เช่น การนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่อดนอน ไม่ตรากตรำ มองโลกในแง่ดี มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ หลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะมารบกวนจิตใจ มีการจัดสรรเวลาและวางแผนให้ดีสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกรีบเร่งหรือร้อนรน มีการหยุดพักงานเป็นช่วงๆ มีการไปเปลี่ยนบรรยากาศหรือทำงานอดิเรกที่ชอบเพื่อให้มีจิตใจแจ่มใสหรือมีการเล่นกีฬาเพื่อช่วยลดความเครียด แต่อย่าจริงจังกับผลแพ้ชนะเกินไป วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้เพื่อลดการกำเริบของโรคผิวหนังอักเสบ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมาก ผิวหนังที่มีสุขภาพดีจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในร่างกาย แต่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบจะง่ายต่อการติดเชื้อมากกว่าผิวหนังของคนทั่วไป การติดเชื้ออาจมาจากบริเวณผิวหนังเอง เช่น จากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังหรือตามซอกเล็บ เวลาที่มีการคันและเกาจนผิวหนังเป็นแผล จะเป็นการเปิดทางให้เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ การติดเชื้อในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น โรคไข้หวัด โรคเริม โรคงูสวัด เชื้อราบนเท้า ก็สามารถกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดผื่นคันได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อรู้สึกว่าผิวหนังมีอาการร้อนแดงขึ้น หรือมีตุ่มขึ้นบนผิวหนัง มีผื่นขึ้นหรือมีหนอง หรือเป็นแผลติดเชื้อ มีกลิ่นเหม็น ควรรีบไปพบแพทย์

ปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยากมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบคือ อาการคันมากทำให้ต้องเกา บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบเผลอเกาโดยไม่รู้ตัว ปกติแล้วคนเราจะเกาเมื่ออยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรจะทำ ดังนั้น การพยายามทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้มือ จะทำให้เกาน้อยลง นอกจากนี้ การสวมเสื้อผ้ามิดชิดก็จะเป็นการปกป้องผิวหนังไม่ให้เผลอเกาไปถูกได้ ส่วนเวลากลางคืนซึ่งมักเป็นเวลาที่คันมาก ถ้าอาการคันถึงกับทำให้นอนไม่หลับ ก็อาจจะลองใช้ผ้าชุบน้ำเย็นปิดบริเวณที่คันสักพักก่อนทาครีมบำรุงผิวที่เก็บเอาไว้ในตู้เย็น และพยายามตัดเล็บให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือถ้ายังไม่พอ อาจใส่ถุงมือที่ทำจากผ้าฝ้ายที่มีน้ำหนักเบา เพื่อช่วยป้องกันเล็บและผิวหนัง สุดท้ายก็คงต้องอาศัยยาแก้คันแก้แพ้ รับประทานก่อนนอน เพื่อช่วยลดอาการคันและอาจทำให้นอนหลับสบายขึ้น

ที่มา : หนังสือเส้นทางเศรษฐี



	116 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ( COPD )

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)

การรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ( COPD)          

การรักษาจะแบ่งเป็นแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา เป้าหมายในการรักษาที่สำคัญคือป้องกันการกำเริบและชะลอการดำเนินไปของโรคให้นานที่สุด ในขณะเดียวกันต้องทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น

การักษาแบบไม่ใช้ยา :  ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังทุกรายควรเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดและหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรื่ เมื่อสามารถเลิกสูบได้แล้ว ขั้นต่อมาจะเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพของปอด โดยจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป การบริหารกล้ามเนื้อปอด บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ การให้ออกซิเจนในระยะยาว และการผ่าตัด เป็นต้น

การรักษาโดยใช้ยา : ยาขยายหลอดลมทั้งชนิดออกฤทธิ์สั้นและยาว ได้แก่  salbutamol, terbutaline ,formoterol, theophylline  เป็นต้น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ได้แก่ budesonide , fluticasone  beclomethasone   หรือยาที่มีส่วนผสมของทั้งสองตัวเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมการกำเริบของโรค เช่น formoterol + budesonide  เป็นต้น

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย

-          ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและไปตรวจร่างกายตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ

-          เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีควันบุหรี่

-          หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลภาวะทางอากาศ

-          ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยไม่ให้มีฝุ่นละอองอยู่เสมอ

-          เข้าใจภาวะของโรคเรียนรู้วิธีการรับมือเมื่อกำเริบ อธิบายให้ผู้ใกล้ชิดเข้าใจถึงสภาวะของตนเอง

132 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เมื่อยังไม่เป็นเบาหวาน ควรปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพ  ทำได้โดยปรับปรุงวิถีชีวิต คือ 
- ออกกำลังกายให้มากขึ้น
-  เดินให้มากขึ้นไม่อาศัยพาหนะถ้าทำได้
-  ระวังเรื่องอาหารอาหาร “จานด่วน” มักจะมีไขมันสูง
-  รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ ไม่อ้วน ไม่ผอม

ถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว เราสามารถช่วยสุขภาพของโรคหัวใจและหลอดเลือดให้บรรเทาได้โดย 
- ลดน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ให้ต่ำลงมาให้เข้าเกณฑ์มาตรฐาน
- ละเว้นการสูบบุหรี่
- รับประทานอาหารสุขภาพให้ได้สมดุลกัน คือ 

- ลดอาหารที่มีไขมัน
- ลดอาหารเค็ม
- ลดขนมหวาน ผลไม้หวาน
- รับประทานอาหารจำพวกที่มีใยอาหารมาก ๆ, ผักชนิดต่าง ๆ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- ควบคุมรักษาความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดให้ดี

 

 

ที่มา: สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

 

131 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมียรักษาได้อย่างไร

  1. การดูแลรักษาสุขภาพทั่วไป ควรมีสุขอนามัยที่ดี สะอาด

การปฏิบัติตัว  – ออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ ไม่เหนื่อยเกินไป เนื่องจากมีกระดูกเปราะหักง่าย ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ผาดโผน ไม่สูบบุหรี่เพราะมีอาการซีดอยู่แล้ว ร่างกายจะขาดออกซิเจนมากขึ้น ไม่ควรดื่มเหล้าเพราะเป็นผลเสียต่อตับ ซึ่งมีธาตุเหล็กไปสะสม

อาหาร – คนที่เป็นธาลัสซีเมีย เม็ดเลือดแดงแตกเร็วร่างกายพยายามสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมาแทน สร้างมากสร้างเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า ฉะนั้นควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีโปรตีนสูง เช่น  เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม และอาหารที่มีวิตามินที่เรียกว่า “โฟเลท”  อยู่มาก ได้แก่ ผักสดต่างๆ สารอาหารเหล่านี้ จะถูกนำไปสร้างเม็ดเลือดแดงได้ อาหารที่ควรละเว้น คือ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เลือดสัตว์ต่างๆ เช่น เลือดหมู เลือดเป็ด เลือดไก่ สำหรับเครื่องดื่มประเภทน้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้บ้าง

ยา – ไม่ควรซื้อยาบำรุงโลหิตกินเอง เพราะอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งใช้สำหรับรักษาคนที่ขาดธาตุเหล็ก ไม่ใช่สำหรับโรคธาลัสซีเมียที่มีเหล็กเกินอยู่แล้ว ควรรับประทานยา วิตามินโฟเลท อาจช่วยเสริมให้มีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้นบ้าง

  1. การให้เลือดมี 2 แบบคือ การให้เลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) และการให้เลือดจนหายซีด ( high transfusion)
  2. การให้ยาขับธาตุเหล็ก
  3. การตัดม้าม
  4. การปลูกถ่ายไขกระดูก
  5. การใช้เลือดสายสะดือรักษาโรคธาลัสซีเมีย
  6. การเปลี่ยนยีน

 

เมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติตนอย่างไร

แม้ว่าโรคนี้ยังรักษาให้หายขาดได้ยาก ผู้ที่เป็นโรคนี้ไม่ควรตื่นตกใจ เพราะบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ดังนั้น จึงควรปฏิบัติดังนี้

-          รับประทานผักสด ไข่ นม หรือนมถั่วเหลืองมากๆ

-          ดื่มน้ำชาหลังอาหาร เพื่อลดการดูดซึมธาตุเหล็ก

-          ควรตรวจฟัน ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันผุง่าย

-          หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นรุนแรง

-          งดดื่มสุรา หรือของมืนเมา

-          ถ้ามีอาการปวดท้องที่บริเวณชายโครงขวาอย่างรุนแรง มีไข้และตาขาวมีสีเหลืองมากขึ้น ควรไปพบแพทย์

-          หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดหมู สาหร่าย

 

106 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต

การป้องกันโรคไต

  1. วิธีที่ดีที่สุด คือ ท่านควรจะไปรับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะรวมการตรวจสุขภาพไตขั้นต้น 3 ประการได้แก่ วัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือดหาระดับ “ครีอะตินีน”  ผลการตรวจจะบอกได้ขั้นต้นว่าท่านมีโรคไตซ่อนอยู่หรือไม่  ถ้ามีความผิดปกติแม้เล็กน้อยก็ตาม แพทย์ก็จะแนะนำให้ท่านรับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัย
    2. สนใจสุขภาพตนเอง รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้พอเพียง  ถ้าท่านมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อโรคไต ท่านควรจะหลีกเลี่ยง ซึ่งที่สำคัญๆ ได้แก่ การงดบุหรี่ หลีกเลี่ยงสุรา ออกกำลังกาย ดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง เป็นต้น
    3. ถ้าร่างกายท่านแสดงสัญญาณอันตรายบอกโรคไตอันใดอันหนึ่ง (ดูตารางที่ 1) ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ซึ่งอาจพบว่า ท่านไม่มีโรคใดๆเลยก็ได้ หรือบางท่านอาจมีความผิดปกติของไตเล็กน้อย การรักษาก็แค่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็เพียงพอ  ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ ถ้าทิ้งไว้นานโดยไม่ทำอะไร ก็อาจเกิดโรคไตเรื้อรังได้
    4. ระวังอย่าให้เกิดท้องเสีย โดยกินเฉพาะอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ถ้าเกิดท้องเสียท่านจะต้องได้รับน้ำทดแทนอย่างพอเพียง   ถ้าท่านมีโรคไตเรื้อรังอยู่แล้ว การที่เกิดท้องเสียจนทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและเกิดไตวายเฉียบพลันได้ และบ่อยครั้งไตที่วายแล้วไม่ฟื้นกลับอีกเลย
    5. หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเองเป็นประจำ  ปัจจุบัน การแพทย์ยุคใหม่ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง การซื้อยาง่ายๆรักษาตนเอง อาทิ โรคหวัด ปวดหัว ท่านซื้อยากินเองได้ แต่ต้องทราบว่า กิน 1 ชุดแล้วไม่หาย ท่านต้องไปพบแพทย์ เพราะโรคที่ท่านคิดว่าตนเองเป็น อาจจะมีสาเหตุอื่นๆ ที่แพทย์ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม
    นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่พบว่า ท่านที่เป็นโรคเรื้อรังบางโรคที่ไม่น่าจะเป็นโรคไต อาทิ โรคผิวหนัง โรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน  ท่านที่ซื้อยากินเอง กินยาที่ไม่ทราบสรรพคุณ เชื่อตามคำโฆษณา เมื่อกินเข้าไปมากๆ แล้ว ทำให้เกิดไตอักเสบ จนเป็นไตวายเรื้อรัง  สุดท้ายโรคที่มีอยู่ก็ไม่หาย แถมเกิดโรคไตวายเพิ่ม
    6. การกินยาซ้ำซ้อน
    มียาหลายอย่างที่แพทย์จ่ายให้ผู้ป่วย ได้แก่ โรคปวดข้อ ปวดเส้น ปวดกล้ามเนื้อ  ยาที่จ่ายอาจมียากลุ่มหนึ่งที่ท่านควรจะรู้จัก ได้แก่ “ยาเอ็นเสด” ซึ่งเป็นยาลดอักเสบฤทธิ์แรงมาก กินแล้วอาการปวดมักจะทุเลาลง แต่การทุเลาจะเป็นเพียงชั่วคราว เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ หลังหมดฤทธิ์ยา ผู้ป่วยจะกลับมาปวดได้อีก โดยทั่วไป แพทย์จะพยายามแก้ไขต้นเหตุอยู่แล้ว
    ท่านที่เป็นผู้ป่วยโรคปวดต่างๆ ท่านควรจะถามแพทย์ว่า ยาที่ท่านได้มี “ยาเอ็นเสด” หรือไม่ และถ้ามีท่านต้องทำตัวอย่างไร  ท่านที่ไปหาแพทย์หลายคลินิก บางครั้งท่านอาจจะได้รับยาแก้ปวดคล้ายๆกันแต่คนละยี่ห้อ และถ้ากินเข้าไปพร้อมกันจะมีผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพไต ซึ่งหลักอันหนึ่งที่แพทย์มักจะต้องเตือนท่าน คือยาเก่าอย่าเก็บไว้ ยกเว้นแต่ได้นำไปให้แพทย์ตรวจดูและบอกว่ากินต่อไปได้เท่านั้น
    อย่างไรก็ตาม ท่านต้องทราบว่า คนธรรมดาทั่วไปจะไม่ต้องกินยาเป็นประจำ นอกจากมีโรคที่ต้องรักษา  ดังนั้น การที่ท่านต้องกินยาโดยที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคใด ท่านควรจะถามแพทย์ที่ดูแลท่านว่าท่านเป็นโรคใด และจะต้องกินนานเพียงไร แน่นอน โรคบางโรคอาจต้องกินยาประจำตลอดชีวิต แต่บางโรคพออาการหายแล้วต้องหยุดยา
    ปัจจุบัน พบว่ามีผู้ป่วยบางรายพอกินยาหมด อาการยังไม่หาย กลับนำซองยาเปล่าที่ได้จากแพทย์ไปซื้อกินเอง ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังจากยา ที่น่ากลัวคือ โรคไตจากยานี้เป็นโรคแบบเงียบๆผู้ป่วยเองไม่มีทางทราบได้ว่าเกิดโรคในระยะแรกเริ่มถ้าไม่ได้รับการตรวจ  ผู้ป่วยจะมาหาแพทย์อีกทีก็เกิดโรคไตวายแล้ว  ทั้งที่ผู้ป่วยเดิมเป็นโรคที่รักษาได้ดังเช่นโรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน ซึ่งปรับวิธีการทำงานใหม่ก็จะทุเลาไปได้เอง
    7. หลีกเลี่ยงยาเสพติดต่างๆ โดยเฉพาะต้องงดการสูบบุหรี่ ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและทำให้ไตเสื่อมเร็ว
    8. อย่าหลงคำโฆษณา  ในท้องตลาดมีการขายสารอาหารต่างๆมากมายเพื่อบำรุงร่างกาย อาหารเสริมเหล่านี้ ทางองค์การอาหารและยา (อย.) ได้จัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ดังนั้น สามารถหาซื้อได้ทั่วไปและไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ก่อนซื้อ ในส่วนอาหารเสริมเหล่านี้ อย. ได้รับรองแล้วว่าท่านสามารถซื้อกินได้โดยไม่เกิดโทษ แต่ทางที่ดีก่อนท่านจะซื้อ ท่านควรจะอ่านฉลากอาหารที่แนบไว้ด้วยว่า อาหารเสริมมีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังประการใดบ้าง ต้องระวังในผู้ที่โรคบางโรคหรือไม่ อาหารเสริมบางอย่างมีเกลือผสมอยู่มาก ทำให้เกิดโทษได้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและโรคความดันโลหิตสูง

รศ. นพ. ทวี ศิริวงศ์

 

 

155 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคติดเชื้อในช่องคลอด (ตกขาว)

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคติดเชื้อในช่องคลอด (ตกขาว)

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคติดเชื้อในช่องคลอด (ตกขาว)

หากคุณไม่อยากจะมีภาวะตกขาว ควรปฏิบัติดังนี้

-          พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ

-          ดูแลบริเวณจุดซ่อนเร้นให้สะอาดและแห้ง

-          ใช้กางเกงในผ้าฝ้าย ให้ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก

-          ให้เช็ดก้นจากหน้าไปทางข้างหลัง

-          ไม่ใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด หรือชนิดกลิ่นหอม

-          ไม่สวนล้างช่องคลอด เนื่องจากการสวนล้างช่องคลอดจะทำให้ความสมดุลของเชื้อเสียไป

-          ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน

ควรจะพบแพทย์ตรวจเมื่อไร

-            ตกขาวร่วมกับอาการปวดท้องและหรือมีไข้

-            ตกขาวเป็นนานกว่า 2 สัปดาห์

-            ตกขาวในเด็ก

-            สงสัยว่าจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

191 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคชา (ปลายประสาทอักเสบ)

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบ (โรคชา)

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคชา (ปลายประสาทอักเสบ)

 การรักษาอาการชาจากโรคปลายประสาทอักเสบนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างกันแต่ในบางกรณีอาจต้องใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน

  1. การกำจัดสาเหตุ เช่น รักษาโรคที่เป็นสาเหตุดังกล่าว เช่น โรคเบาหวานก็ควรรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือหากเกิดจากเส้นประสาทกดทับ ก็ควรเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ พยายามไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป
  2. กายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท
  3. การรักษาด้วยยา นอกจากยารักษาโรคประจำตัวของผู้ป่วยแล้ว อาจมีการใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์,ยาแก้ปวด ในกรณีที่มีอาการปวด และที่สำคัญคือควรรับประทานมีโคบาลามิน (Mecobalamin) ในขนาดสำหรับการักษาเพื่อส่งเสริมในกระบวนการซ่อมแซมเส้นประสาทบรรเทาอาการชาและอาการต่างๆที่เกิดขึ้น
  4. การผ่าตัด ในกรณีที่มีอาการรุนแรง

ข้อแนะนำในการใช้ยา มีโคบาลามิน (Mecobalamin) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตัวยาจะถูกทำลายได้ง่ายเมื่อโดนแสง ดังนั้นเพื่อให้ได้ตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูงและให้ผลการรักษาที่แน่นอน ควรเลือกยาที่ผ่านการรับรองกระบวนการการผลิตที่ควบคุมความเข้มของแสงที่ได้มาตรฐานและบรรจุในแผงอลูมิเนียมฟอยล์ เพื่อรักษาความคงตัวของตัวยาทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้รับปริมาณยาเพียงพอในการักษา

160 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป้วยโรคความดันโลหิตสูง

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิตสูงป้องกันได้

การปฏิบัติต่อไปนี้สามารถช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้

- การลดน้ำหนัก
- การลดปริมาณเกลือในอาหาร
- การงดหรือลดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

หากการปรับพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถป้องกันหรือควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการก็มีความจำเป็นต้องใช้ยา บ่อยครั้งต้องใช้ยามากกว่า 1 ชนิด การควบคุมความดันโลหิต จะมีผลต่อดีสุขภาพอย่างเห็นได้ชัดช่วยลดอัตราตายแล้วยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจร้อยละ 25 ภาวะหัวใจวายร้อยละ 50 และโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 35 นอกจากการควบคุมความดันโลหิตสูง การควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็มีความสำคัญเพราะการ
สูบบุหรี่ ระดับคลอเลสเตอรอลที่สูงในเลือดและโรคเบาหวานจะเร่งให้เกิดการทำลายต่อหัวใจและหลอดเลือดจากความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงต้องรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ด้วย จำไว้ว่าโรคความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่ชัดเจน ดังนั้นจึงควรที่ท่านจะต้องรับการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง การควมคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่พึงประสงค์จะเพิ่มอายุยืนยาวให้แก่ชีวิตที่เป็นสุขได้

ท่านควรทราบระดับความดันโลหิตของท่านเอง

ความดันโลหิตสูง  หมายถึงภาวะที่แรงดันของเลือดที่อยู่ในหลอดเลือดมีค่าสูงเกินปกติ  โรความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่สามารถคร่าชีวิตคนได้โดยไม่มีอาการใดๆ นำมาก่อนนับได้ว่าเป็น “ฆาตกรเงียบ” ความดันโลหิตที่สูงมากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญต่างๆ  เช่น  หัวใจ สมอง  หลอดเลือด หรือไต ทุกคนต้องมีความดันโลหิตอยู่ระดับหนึ่งในหลอดเลือด ในขณะที่หัวใจบีบตัวจะสูบฉีดเลือดผ่านไปทางหลอดเลือดแดงเพื่อนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย  แรงดันของเลือดต่อผนังหลอดเลือดเรียกว่าความดันโลหิต ความดันตัวบน(systolic blood  pressure) หมายถึงค่าความดันโลหิตที่สูงกว่าซึ่งตรงกับช่วงการบีบตัวของหัวใจ ส่วนความดันตัวล่าง (diastolic blood pressure) หมายถึงค่าความดันโลหิตที่ต่ำกว่าซึ่งจะตรงกับช่วงการคลายตัวของหัวใจ ดังนั้นในกรณีที่หลอดเลือดตีบแคบลงหรืออุดตัน
หัวใจจึงจำเป็นจะต้องบีบตัวให้แรงขึ้นเพื่อส่งเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  ของร่างกายให้ได้คงเดิม ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ในกรณีที่ความดันโลหิตของท่านเท่ากับหรือ สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทอยู่ตลอดเวลาแสดงว่าท่านมีโรคความดันโลหิตสูง

 การรักษาความดันโลหิตสูง

การรักษาความดันโลหิตสูงคือการรักษาให้ความดันโลหิตมีค่าต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับอวัยวะที่สำคัญ คือ หัวใจ ตา ไต และสมอง

 การรักษาความดันโลหิตสูง แบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 วิธี คือ

    1.การรักษาโดยไม่ใช้ยา ได้แก่

1. ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วน

2.จำกัดเกลือหรืออาหารรสเค็ม โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการบวม

3. ออกกำลังกายให้พอเหมาะกับสภาพของร่างกายแต่ละบุคคล อย่าออกกำลังกายมากเกินไป

4. งดหรือลดการดื่มสุรา ไม่ควรดื่มสุราเกินวันละ 2 ออนซ์ หรือ 60 มล.

5. ผ่อนคลายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ

6. พักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย

 

2.การรักษาโดยใช้ยา ผู้ป่วยจะได้รับยาลดความดันโลหิตสูงเมื่อการปฎิบัติตนโดยไม่ใช้ยาไม่สามารถควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงได้ หรือผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงมากตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับการตรวจพบว่ามีความดันโลหิตสูง

 

 

103 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม

สำหรับโรคข้อเสื่อม สามารถป้องกันไม่ให้โรครุนแรง โดยการควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ข้อเจ็บปวดขึ้นมา ระวังการดื่มนมแคลเซียมสูงในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมที่มีน้ำหนักมาก เนื่องจากมีอันตรายต่อโรคมากกว่า เพราะส่วนประกอบของกระดูกอ่อนจะเป็นน้ำเป็นส่วนมาก ดังนั้นการรับประทานแคลเซียมในปริมาณสูงจะไม่ได้ผลในการเสริมสร้างกระดูกอ่อน แต่กลับทำให้เกิดการสร้างกระดูกทดแทนเป็นกระดูกงอกมากยิ่งขึ้น

   เมื่อไรควรไปพบแพทย์??

  1. มีอาการปวดรุนแรงที่บริเวณข้อ
  2. เกิดการบวมที่บริเวณข้อที่มีอาการปวด
  3. ผิวบริเวณข้อที่ปวดมีผื่นแดง
  4. ข้อบริเวณที่ปวดเกิดการไวต่อความรู้สึก
  5. แขนขาขยับไม่ได้ในตอนเช้าหลังตื่นนอนนานกว่า 1 ชั่วโมง
  6. มีอาการปวดตอนนอนจะทำให้นอนไม่ได้

แนวทางในการรักษา

การรักษาโดยไม่ใช้ยา

  1. การพักข้อเพื่อลดการใช้งานของข้อและลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ
  2. ให้ความร้อน ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ ลดการอักเสบ ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณข้อมากขึ้น ซึ่งทำให้ไม่ขาดเลือดบริเวณนั้น ประคบวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที
  3. การออกกำลังกายและการบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีหลักฐานสนับสนุนที่เชื่อถือได้ถึงประสิทธิภาพของการออกกำลังกายในการลดอาการปวด รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการใช้งานข้อเข่า
  4. การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยต่างๆ พิจารณาตามความรุนแรงของโรคและสภาวะผู้ป่วย เช่น การใช้ไม้เท้าหรือร่มจะช่วยแบ่งเบาแรงกระทำต่อข้อเข่าได้ประมาณร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัวในกรณีที่ปวดมากควรถือไม้เท้าหรือร่มในมือด้านตรงข้ามกับข้างที่ปวด
  5. การลดน้ำหนัก มีรายงานยืนยันผลการลดน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อ สามารถลดความเจ็บปวดและเพิ่มการใช้งานของเข่าในคนสูงอายุ

   การรักษาโดยใช้ยา

ยาที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม มีอะไรบ้าง
1. ยาแก้ปวด เช่น Paracetamol , tramadol
2. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Diclofenae, Piroxicam, indomethacin เป็นต้น
3. ยาสเตียรอยด์ เช่น Prednisolone
4. กลุ่มยาที่ชะลอการดำเนินของโรค เช่น Glucosamin, Sodium hyaluronate

หลักการเลือกใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม
กลุ่มยาแก้ปวด และลดการอักเสบ
1. ถ้ามีอาการปวด ให้กินยา Paracetamol เป็นครั้งคราว ถ้าไม่หายอาจให้ยาแก้ปวดที่แรงขึ้นคือ tramadol และต้องพักข้อที่ปวด เช่น อย่าเดินมาก ยืนมาก หรือเดินขึ้นลงบันได และใช้น้ำร้อนประคบ
2. ถ้ามีอาการปวดมาก อาจใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งไม่ควรกินติดต่อกันนานๆ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียง และต้องระมัดระวังการใช้ยาในผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ
3. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เป็นมาก อาจฉีดสเตียรอยด์เข้าในข้อ

เนื่องจากยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย อยากทราบผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่
ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร อาจมีผลต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้สูง เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ มีประวัติเป็นโรคกระเพาะ ก็ควรจะใช้ยาเพื่อป้องกันผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ใช้ยาลดกรด แนะนำให้กินยานี้หลังอาหารทันที ผลข้างเคียงต่อไต อาจมีผลทำให้เลือดที่มาเลี้ยงที่ไตลดลง ค่า BUN, Serum Creatinine สูงขึ้น อาจทำให้เกิดการดิ่งของน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ

 

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีอะไรบ้าง

- ผู้ป่วยที่สูงอายุ
- ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง

 

ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม ที่พบมีอะไรบ้าง

ผู้ป่วยมักซื้อยามากินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ป่วยที่สูงอายุและใช้ยานี้รับ
ประทานเป็นประจำแต่ไม่มีการตรวจดูการทำงานการไต เมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้
ผู้ป่วยมักซื้อยาลูกกลอนมาทานเอง โดยคิดว่าเป็นยาสมุนไพรกินแล้วหายปวด ซึ่งโดย
ส่วนใหญ่แล้วยาลูกกลอนที่ใช้แก้ปวดข้อ มักจะใส่ยาสเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาที่มีผลต่อร่างกาย
มาก ถ้ารับประทานประจำจะทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะ กดการทำงานของไขกระดูก
หน้าบวม

ข้อแนะนำการใช้ยาในการรักษาโรคข้อเสื่อม
ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามากินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร สำหรับผู้ป่วยที่สูงอายุ
และใช้ยานี้รับประทานเป็นประจำ ควรจะต้องตรวจดูการทำงานการไต เพราะเมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้

199 เข้าชม | อ่านต่อ

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน

วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก และมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ทุพพลภาพ การสูญเสียทางเศรษฐกิจและการสูญเสียชีวิต เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการแบบทันทีทันใด อาการแสดงจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ซึ่งการที่จะช่วยส่งเสริมให้เนื้อกระดูกมีความหนาแน่นในระดับสูงสำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน ผู้สูงอายุควรมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักโภชนาการ ดังต่อไปนี้
1. การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง
เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การเก็บหรือซ่อมแซมการสูญเสียกระดูกจะไม่เกิดขึ้นถ้าร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ และมีรายงานการศึกษาพบว่าแบบแผนการบริโภคอาหารของคนไทยจะได้รับแคลเซียมจากอาหารต่ำมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ควรได้ในแต่ละวัน คือ เฉลี่ยรับละ 384 มก./วัน ขณะที่ปริมาณที่ควรได้รับคือ 800 มก./วัน ทำให้มีแคลเซียมสะสมอยู่เนื้อกระดูกน้อยอยู่แล้วดังนั้นเมื่อมีอายุมากขึ้น จึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาปริมาณแคลเซียมนั้นไว้ให้ดีที่สุด ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงต้องรับประทานอาหาร ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความความหนาแน่นของเนื้อกระดูกและป้องกันการเกิดโรคกระพรุน
สำหรับแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง โยเกิร์ต เป็นต้น ในน้ำนมจะมีปริมาณแคลเซียมสูง คือ 240 มิลลิกรัมต่อปริมาณของน้ำนม 200 มิลลิลิตรและแคลเซียมในน้ำนมจะอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ส่วนแคลเซียมในอาหารจะจับกับสารอาหารอื่น ๆ ทำให้สัดส่วนการดูดซึมลดลง ผู้สูงอายุบางรายอาจไม่สามารถบริโภคนมเนื่องจากไม่มีเอ็นไซม์สำหรับย่อยนม ทำให้มีอาการท้องเดิน สามารถรับประทานอาหารอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูงและสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย ได้แก่ นมถั่วเหลือง ปลาเล็กปลาน้อย ปลาไส้ตัน กุ้งฝอย กะปิ กุ้งแห้ง เต้าหู้ ถั่วเหลือง งาดำ ผักคะน้า มะเขือพวง ใบยอ เป็นต้น
การเพิ่มการบริโภคแคลเซียม ควรเป็นการเพิ่มการบริโภคโดยใช้อาหารเป็นหลักไม่แนะนำให้บริโภคในรูปสารสังเคราะห์ยกเว้นการอยู่ในความดูแลแพทย์ เพราะอาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ได้กรณีที่ได้รับแคลเซี่ยมในปริมาณที่มากเกิน คือ มากกว่า 2000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการขาดน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม หมดสติ เกิดนิ่วในไต ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ท้องผูก แน่นท้องเป็นต้น
2. การบริโภคอาหารที่มีวิตามินดี
เนื่องจากวิตามินดีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูก ช่วยสร้างโปรตีนในการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น ในคนสูงอายุมีโอกาสขาดวิตามินดีค่อนข้างมากเนื่องจากรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีในปริมาณน้อยและได้รับแสงแดดน้อยเกินไป ซึ่งโดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินดี 600-800 IU/วัน เมล็ดธัญญาพืชทั้งเปลือก ขนมบัว มาการีนและจากแสงแดด เป็นต้น ดังนั้นเพื่อการมีกระดูกที่แข็งแรงร่างกายควรได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ทุกวันอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที/วัน
3. การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสิ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่
3.1 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากสารกลูคากอนที่เกิดจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นการรับประทานอาหารเหล่านี้จำนวนมากจึงทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น
3.2 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
3.3 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เนื่องจากน้ำชา กาแฟ มีส่วนประกอบของคาเฟอีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น
3.4 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูงฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้
3.5 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสุรา เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากนั้นจะทำให้แคลเซียมลดต่ำลง
3.6 การหลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง
3.7 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยาบางประเภท เช่น ยาสเตรียรอยด์ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาป้องกันอาการชัก ฮอร์โมนธัยรอยด์ เฮพาริน มีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง และทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงในที่สุด
การที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ประกอบกับการที่ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะเผลอตัวไปกับกระแสสังคมที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วจนทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ไม่พึงประสงค์ มีการกินอาหารบางอย่างมากเกินไป บางอย่างน้อยเกินไปทำให้ได้รับคุณค่าอาหารที่ไม่สมดุลเป็นผลให้เกิดปัญหาสุขภาพโดยไม่รู้ตัว การกินอาหารมิใช่จะเป็นเพียงการกินเพื่อให้อิ่มหรือเพื่อให้ยังชีพ แต่จำเป็นที่ต้องกินเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง ไม่เป็นโรค และมีจิตใจแจ่มใสเพื่อให้มีหลักของการบริโภคอาหารที่ดี กระทรวงสาธารณสุขโดยกองโภชนาการ กรมอนามัย ได้มี “ข้อแนะนำการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพของคนไทย” (Food Based Dietary Guidelines) 9 ข้อ ซึ่งเป็นคำแนะนำที่มีความเหมาะสมและง่ายต่อการปฏิบัติและมีความยืดหยุ่นในตัวที่แต่ละคนสามารถปรับให้เหมาะสมกับตัวเองได้ โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้ คือ
1. กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว
ข้อแนะนำนี้เป็นข้อแนะนำหลัก ยึดอาหารหลัก 5 หมู่ และเพิ่มความสำคัญของการกินอาหารแต่ละหมู่ให้มีความหลากหลาย ไม่จำเจอยู่เพียงอาหารไม่กี่ชนิด น้ำหนักตัวเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างง่ายถึงภาวะสุขภาพ ในผู้ใหญ่ที่กินอาหารได้เหมาะสม จะมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมและค่อนข้างคงที่ มีรูปร่างที่ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป หากสังเกตเห็นว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากน้ำหนักปกติ แสดงให้เห็นว่าเริ่มกินอาหารมากเกินไปแล้วควรจะต้องหันมาควบคุมลดปริมาณให้น้อยลง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เสื้อผ้าคับก่อนที่เริ่มรู้สึกตัว เพราะเสื้อผ้าสมัยใหม่มักนิยมใช้สายยืดเพื่อให้สวมใส่สบายดังนั้น ควรหมั่นชั่งน้ำหนักตัวอย่างน้อยเดือนละครั้ง
2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ
เพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของคนไทย จึงให้ความสำคัญกับการกินข้าวเป็นอาหารหลักถ้าเป็นไปได้ ควรกินข้าวซ้อมมือ เพราะอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนและใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาวส่วนอาหารแป้ง เช่น ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ให้กินเป็นบางมื้อ อาหารแป้งเป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูป ใยอาหารจะมีน้อยกว่าในข้าว
3. กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ
อาหารหลัก 5 หมู่ ของไทยมีเอกลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การจัดแยกพืชผักและผลไม้เป็นอาหารหลักคนละหมู่เนื่องจากประเทศไทยมีพืชผักและผลไม้อุดมสมบูรณ์ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคได้ตลอดปี พืชผักและผลไม้ให้สารอาหารที่สำคัญหลายชนิด คือ วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร และให้สารอื่นที่มิใช่สารอาหารเช่น สารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยไม่ให้อนุมูลอิสระทำลายเนื้อเยื่อและผนังเซลล์ ช่วยชะลอการเสื่อมสลายของเซลล์ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูสดใสไม่แก่เกินวัย นอกจากนี้ยังให้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพรที่ช่วยรักษาสุขภาพ
4. กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ
เป็นการกินอาหารที่ให้โปรตีน โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้ชนิดต่าง ๆ สำหรับเนื้อสัตว์ให้เลือกที่ไม่ติดมัน หรือที่มีมันน้อย ไข่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ ควรกินเป็นประจำ เด็กควรกินวันละฟอง ผู้ใหญ่ภาวะปกติควรกินวันเว้นวันหรือสัปดาห์ละ 2-3 ฟอง ส่วนคนที่มีปัญหาภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือดควรลดปริมาณลง
5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย
บางคนอาจมองเห็นว่าน้ำนมเป็นอาหารของต่างชาติ ไม่ควรส่งเสริมการบริโภค น่าจะให้คนไทยไปบริโภคอาหารอย่างอื่นจะดีกว่า อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาโดยรวม จะเห็นได้ว่าน้ำนมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของโปรตีน แคลเซียม วิตามินบี 2 และแร่ธาตุต่าง ๆ นอกจากนี้น้ำนมเป็นอาหารที่รับประทานง่าย ราคาไม่แพงเกินไป มีหลายชนิดหาได้ทั่วไป จึงเป็นการสะดวกที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับคนทุกวัยในกรณีที่ห่วงว่าดื่มนมมาก ๆ อาจทำให้อ้วน ผู้บริโภคสามารถเลือกดื่มนมพร่องไขมันได้ปริมาณที่แนะนำคือ เด็กควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรดื่มวันละ 1 แก้ว
6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร
ถึงแม้ไขมันจะเกี่ยวข้องกับปัญหาโภชนาการ เช่น โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูงที่นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดได้ แต่ร่างกายต้องการไขมันเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกันเพียงแต่จะต้องควบคุมปริมาณและชนิดของไขมันที่จะบริโภคให้เหมาะสม ลดอาหารที่มีไขมันมากเช่น หมูสามชั้น ขาหมูพะโล้และอาหารที่ใช้น้ำมันหรือกะทิจำนวนมากในการประกอบอาหาร
7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด
ส่วนประกอบสำคัญของอาหารหวานจัดและเค็มจัด ได้แก่ น้ำตาลและเกลือแกง ซึ่งส่วนประกอบทั้ง 2 ชนิด เมื่อบริโภคมากเกินไปพบว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอ้วนและโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีรสหวานจัดและเค็มจัด ควรพยายามรับประทานอาหารที่มีรสธรรมดา ไม่ควรที่จะต้องเติมน้ำตาลหรือเกลือเพิ่มเติมในอาหารที่ปรุงแล้ว หรือหันมากินอาหารแบบไทยเดิม ที่มีกับข้าวหลายชนิดเพื่อให้เกิดรสชาติที่หลากหลายแทนการบริโภคอาหารรสจัด
8. กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน
การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้และมีการผลิตที่ถูกต้อง รวมทั้งมีการเก็บรักษาที่เหมาะสม อาหารสำเร็จรูปควรบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม สะอาด ฉลากที่ถูกต้อง บอกวันหมดอายุ ส่วนประกอบ ชื่ออาหาร สถานที่ผลิตนอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การใช้ซ้อนกลางหรือใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหารมากกว่าการใช้มือ
9. งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
เมื่อดื่มมาก จะมีผลให้การทำงานของระบบสมองและประสาทช้าลง ทำให้เกิดการขาดสติได้ง่าย อันจะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและการขาดสารอาหารที่สำคัญหลายชนิดดังนั้นควรลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด

โดยสรุปแล้ว เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราจึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ รวมทั้งน้ำ ทั้งนี้ต้องรับประทานอาหารให้ถูกส่วน ในกรณีที่มีอายุมากควรลดปริมาณอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน เนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายโดยต้องพิจารณาถึงเพศ วัย น้ำหนักส่วนสูง และอาชีพของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ต้องมีการออกกำลังกายในรูปแบบที่เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย
บรรณานุกรม
1. กอบจิตต์ ลิมปพยอม. (2543). วัยหมดประจำเดือน. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์.
2. รัชตะ รัชตะนาวิน. (2535).โรคกระดูกพรุน.ใน : สุรศักดิ์ นิลภานุวงศ์. บรรณาธิการ. ตำราโรคข้อ. กรุงเทพฯ : เรือนแสงการพิมพ์. หน้า 319-344.
3. ลลิตา ธีระสิรี. (2542). กระดูกผุ-แคลเซียม : ป้องกันรักษาด้วยธรรมชาติวิธี.พิมพ์ครั้งที่ 6.กรุงเทพฯ : รวมทรรศน์.
4. สุวคนธ์ ไข่แก้ว. (2540) สตรีวัยหมดประจำเดือน : การดูแลตนเอง เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน. วารสารพยาบาลศาสตร์, 15(1) , 19-24.
5. อุดม วิศิษฏสุนทร. (2541). คู่มือโรคข้อ. ใน : สุรศักดิ์ นิลภานุวงศ์,และสุรวุฒิ ปรีชานนท์.บรรณาธิการ. โรคกระดูกพรุน. กรุงเทพฯ : เรือนแสงการพิมพ์. หน้า 286-293.
6. วิลัยทิพย์ สาชลวิจารณ์. (2545). กินอย่างไรให้สดใสในวัยทอง. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเรื่อง Menopause : the Period of Pride. กรุงเทพฯ,โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค. หน้า134-142.
7. 9 วิธีกินดีเพื่อสุขภาพ. (2549) ค้นเมื่อ 13 มีนาคม 2549.จาก http://www.sudyord.com/health/food/93.htm

129 เข้าชม | อ่านต่อ