รวมความรู้เกี่ยวกับโรคชนิดต่างๆ คำอธิบาย วิธีการดูแลสุขภาพ การรักษา พร้อมทั้งวิธีป้องกันโรคชนิดต่างๆ

ไอ เจ็บคอ

ไอ เจ็บคอ

ไอ เจ็บคอ

อาการไอ เจ็บคอ เป็นอาการที่พบได้บ่อย พบได้กับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลงและกำลังเป็นปัญหาสุขภาพหนึ่งที่สำคัญที่รบกวนคุณภาพชีวิต จนทำให้ต้องพบเภสัชกรในร้านยา หรือไปพบแพทย์ในโรงพยาบาลหรือคลีนิคใกล้บ้าน

อาการเจ็บคอนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส (ประมาณ 85% ) ส่วนน้อยจะตอดเชื้อแบคทีเรีย อาการที่แสดงออกมานั้นส่วนมากจะมีอาการเจ็บคอร่วมกับมีอาการไอ แต่หากเกิดจากเชื้อแบคทีเรียนั้น จะมีอาการเจ็บคอ ร่วมกับมีไข้สูง มีอาการต่อมทอนซิลบวมหรือมีตุ่มหนอง หรือบริเวณขากรรไกรมีอาการบวม และที่สำคัญจะไม่มีอาการไอ และเกิดขึ้นกับเด็กเป็นส่วนใหญ่

สำหรับเสมหะนั้น ไม่สามารถบอกกับเราได้อย่างแน่ชัดว่า เรากำลังติดเชื้อหรือไม่ โดยทั่วไปแล้วเสมหะสามารถมีได้ทุกคน โดยเฉพาะในตอนเช้า แต่หากท่านมีมากกว่าปกติ หรือมีตลอดวัน จำเป็นต้องได้รับการพิจารณาเพิ่มเติมจากแพทย์หรือเภสัชกร

47 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์

โรคอัลไซเมอร์ เป็นอาการสมองเสื่อมชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการตายของเซลล์สมอง ทำให้การทำงานของสมองเสื่อมลง จนกระทั่งไม่สมารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวันตามปกติ โรคนี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

ปัจจัยเสี่ยงของโรคอัลไซเมอร์

-         อายุ คือ ปัจจัยที่สำคัญมากที่สุด คนอายุ 80 ปี มีโอกาสเป็นโรคนี้สูงกว่าคนที่มีอายุ 65-69 ปี ถึง 10 เท่า

-         กรรมพันธุ์ ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคอัลไซเมอร์มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป

โรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความบกพร่องในหน้าที่ของสมองส่วนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความจำ บกพร่องสติปัญญา ความสามารถลดลง การเคลื่อนไหวผิดปกติ จนถึงอาการของโรคประสาทหลอน ดังนั้นผู้ที่เป็นญาติหรือผู้ดูแลต้องยอมรับว่า โรคนี้รักษาไม่หาย แต่การช่วยเหลือดูแลจะทำให้ผลกระทบด้านต่างๆลดลงได้

 

ที่มา: thailabonline.com/alzheimer.htm

43 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคหัวใจ

โรคหัวใจ

โรคหัวใจ

โรคหัวใจ เป็นคำกว้างๆมีหลายประเภท เช่น หัวใจล้มเหลว ลิ้นหัวใจพิการ หัวใจพิการแต่กำเนิด และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด อาจมีชื่อเรียกอื่นได้ดังนี้ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหลอดเลือดโคโรนารี่ และหากเป็นเส้นเลือดอุดตันแบบเฉียบพลัน อาจมีชื่อเรียกว่า โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute coronary syndrome)  และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction)

    ผู้ที่มีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบหรือโรคหัวใจนั้น  ได้แก่ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงดังต่อไปนี้

  1. อายุ ยิ่งอายุมากยิ่งเสี่ยงมาก
  2. เพศชาย มีความเสี่ยงมากกว่าเพศหญิง แต่อย่างไรก็ตามผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนไปแล้ว ก็จะมีความเสี่ยงไม่ต่างกับผู้ชาย
  3. กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากบิดา มารดา เป็นโรคนี้ตั้งแต่อายุไม่มาก (บิดาน้อยกว่า 55 ปี มารดาน้อยกว่า 65 ปี)
  4. โรคเบาหวาน หรือภาวะดื้ออินซูลิน นับเป็นปัจจัยสำคัญมาก คนที่เป็นเบาหวานประมาณครึ่งหนึ่งจะเสียชีวิตจากโรคทางระบบหัวใจและหลอดเลือด
  5. ภาวะความดันโลหิตสูง โดยเฉพาะในรายที่ไม่ได้รับการรักษาหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง
  6. ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ การมีไขมันโคเลสเตอรอลสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเอลดีเอล (LDL) เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการพอกพูนของครบไขมันที่ผนังหลอดเลือด ตรงข้ามผู้ป่วยที่มีไขมันเอชดีเอล (HDL) โคเลสเตอรอลต่ำ จะมีความเสี่ยงสูงเนื่องจาก HDL นี้ช่วยป้องกันการเสื่อมของหลอดเลือดได้
  7. การสูบบุหรี่ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น 2 เท่า
  8. ภาวะอ้วนลงพุง หรือโรคเมตาบอลิก อันเป็นผลจากการขาดการออกกำลังกาย และการกินอาหารที่ให้พลังงานสูงเกินความต้องการของร่างกาย

นอกจากนี้ ผู้ที่มีความเครียดเรื้อรัง มีบุคลิกภาพชอบแข่งขันสูง เอาเป็นเอาตาย ปลงไม่เป็น ก็เป็นปัจจัยเสริมอีกประการหนึ่ง

โรคหัวใจ” คำนี้ใครๆก็กลัว ด้วยคนมักเทียบเคียงกับการตายอย่างกะทันหันไม่ทันได้สั่งเสียหรือไม่ก็หอบเหนื่อยเรื้อรังทำงานไม่ได้ไปตลอดชีวิต อาจคาดคะเนได้ยากว่าโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน (Acute myocardial infarction) จะเกิดเมื่อใดและที่ใดก็ได้ แต่โรคนี้ใช่จะเกิดกับใครต่อใครโดยไม่เลือกหน้า หรือเป็นเรื่องที่ขึ้นกับดวงชะตาพรหมลิขิต

 

ที่มา: ข่าวสารสุขภาพเมตาบอลิก

40 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคหลอดเลือดดำที่ขา

โรคหลอดเลือดดำที่ขา

โรคหลอดเลือดดำที่ขา

ขา เป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เราเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา ขาช่วยให้เราทำกิจกรรมทุกอย่างในชีวิตประจำวันได้อย่างมีอิสระและมั่นใจ ดังนั้นการดูแลเอาใจใส่ขาของตนเอง จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง

การยืนอยู่กับที่เป็นเวลานานๆ เป็นสาเหตุหนึ่งของอาการปวดขา ซึ่งอาจเกิดจากกล้ามเนื้อขาเมื่อยล้า ถ้าได้นั่งพักหรือนวดเบาๆ บริเวณที่ปวดเมื่อย อาการอาจทุเลาลงหรือหายไปได้ แต่ถ้าเป็นอาการปวดขาที่เกิดจากความผิดปกติในการทำงานของหลอดเลือดดำ ทำให้การไหลเวียนของเลือดกลับสู่หัวใจไม่สะดวก เกิดการคั่งค้างของเลือดก็จะเกิดอาการอื่นๆ ร่วมกับอาการปวดขา เช่น รู้สึกขาหนักถ่วงๆ เมื่อยล้า บวม ชา หรือร้อนวูบวาบในบางครั้งมักเป็นตะคริวในเวลาเย็นหรือกลางคืน โดยที่อาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นเป็นประจำ จนกระทั่งรบกวนความรู้สึกและการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

อาการ ดังกล่าวถือเป็นอาการเริ่มต้นหรือสัญญาณเตือนของการเกิดความผิดปกติของหลอดเลือดดำที่ขา ซึ่งถ้าปล่อยทิ้งไว้การเสื่อมสภาพของหลอดเลือดดำอาจมากขึ้นจนเห็นได้ชัด เช่น  เสันเลือดขอดอักเสบ แผลเรื้อรังเกิดลิ่มเลือดอุดตัน เป็นต้น

อาการที่สังเกตได้

เมื่อหลอดเลือดดำที่ขาเริ่มหย่อนสมรรถภาพจะทำให้เกิดการไหลย้อนกลับและการคั่งค้างของเลือดภายในหลอดเลือดดำ คุณอาจรู้สึกถึงอาการต่างๆ เช่นปวดขา ขาหนัก เมื่อยขา ชา ร้อน บวม เป็นตะคริวในเวลากลางคืน โดยอการเหล่านี้มักเกิดขึ้นบ่อย จนทำให้รู้สึกหงุดหงิด และประสิทธิภาพการทำงานของขาลดลง ซึ่งอาการเหล่านี้จะส่งผลรบกวนคุณภาพชีวิตโดยรวม  เมื่อเกิดการคั่งค้างของเลือดเป็นเวลานานๆ ผนังของหลอดเลือดจะถูกดันจนโป่งพองและสามารถสังเกตเห็นได้จากผิวนอกซึ่งเรียกว่า เส้นเลือดขอด

เส้นเลือดขอดมักก่อความกังวลใจโดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องใส่กระโปรง และยังมีโอกาสลุกลามไปถึงระยะที่รุนแรงขึ้น ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุด คือการป้องกันเสียแต่เนิ่นๆ

    อาการรุนแรงในภายหลัง เมื่อหลอดเลือดดำขนาดใหญ่เสื่อมสภาพไป จะส่งผลกระทบถึงระบบหลอดเลือดฝอย และระบบน้ำเหลืองซึ่งอยู่ต่อเนื่องกัน ทำให้การหมุนเวียนเลือดและน้ำเหลืองผิดปกติ เกิดการคั่งค้างทำให้เกิดอาการบวมอักเสบ และลุกลามจนเป็นแผลเรื้อรังหรือเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดตัน

47 เข้าชม | อ่านต่อ

โรควัณโรค

โรควัณโรค

โรควัณโรค

โรควัณโรค เป็นโรคติดต่อเรื้อรัง ทำให้มีการอักเสบในปอด ซึ่งในผู้ใหญ่พบส่วนใหญ่เป็นที่ปอด ในเด็กอาจเป็นที่อวัยวะอื่นร่วมด้วย

   การติดต่อ โดยการแพร่กระจายทางระบบหายใจ โดยผู้ป่วยที่มีเชื้อในเสมหะ พูด คุย ไอ จาม โดยไม่ปิดปาก เชื้อวัณโรคจะออกมากับละอองเสมหะ หรือผู้ที่สูดหายใจเอาเชื้อวัณโรคเข้าสู่ร่างกาย และผู้ที่มีภูมิต้านทานอ่อนแอ

อาการ คือ จะไอติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ และอาจพบอาการอื่นๆ ด้วย เช่น ไข้เรื้อรัง ผอมลง เสมหะปนเลือด เบื่ออาหาร เจ็บหน้าอก มักมีไข้ต่ำๆ

ดังนั้น หากท่านมีอาการน่าสงสัย หรือมีอาการที่ผิดปกติ หรือสัมผัสกับคนใกล้ชิดที่มีอาการคล้ายคลึงว่าจะเป็นวัณโรค ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อดูแลอย่างทันท่วงที

ที่มา: โรควัณโรค- วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีเชียงใหม่,สำนักโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

36 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคริดสีดวง

โรคริดสีดวง

โรคริดสีดวง

โรคริดสีดวง เป็นโรคที่พบบ่อย ส่วนใหญ่จะพบมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น โดยมักให้เกิดความรำคาญ และไม่สะดวกในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

ในทางการแพทย์ โรคริดสีดวง คือ กลุ่มของเส้นเลือดดำบริเวณขอบทวารหนักที่โป่งขดพองและเลื่อนตัวลงมาต่ำกว่าปกติแล่งได้เป็น 2 ชนิดคือ

  1. ริดสีดวงทวารชนิดภายใน

-         หัวริดสีดวงอยู่ภายใน

-         ปกติจะไม่เจ็บปวดบริเวณหัวริดสีดวง

-         หลังถ่ายอุจจาระมักมีเลือดสดๆ ไหลร่วมด้วย

-         กรณีที่เป้นระยะรุนแรง หัวริดสีดวงจะถูกดันยื่นออกมาด้านนอก และมักมีอาการร่วม เช่น คัน ปวด เป็นต้น

  1. ริดสีดวงชนิดภายนอก

-         หัวริดสีดวงมองเห็นได้จากภายนอก

-         มักมีอาการเจ็บปวดที่หัวริดสีดวงตลอดเวลา

-         เมื่ออาการกำเริบ อาจเกิดแผลที่ขอบทวารหนักและมีเลือดออกได้ง่าย

        สาเหตุของโรค ริดสีดวงทวาร  โรคริดสีดวงทวาร เป็นโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด ส่วนมากมักเกิดจากหลายปัจจัยอาทิ….

-         ท้องผูกหรือท้องเสีย ต้องเบ่งบ่อยๆ หรือชอบนั่งส้วมนานๆ

-         ไม่รับประทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ผลไม้ หรือดื่มน้ำน้อย

-         ดื่มชา กาแฟ แอลกอฮอร์ ซึ่งมักเป็นเหตุให้ท้องผูก

-         อาชีพที่ต้องนั่งหรือยืนอยู่ในท่า เดิมๆ นานๆ เช่น พนักงานออฟฟิศ พนักงานขับรถ

-         สาเหตุอื่นๆที่พบว่ามีส่วนที่อาจให้เกิดโรคริดสีดวงทวาร ได้แก่ กรรมพันธุ์ การตั้งครรภ์ น้ำหนักตัวมาก หรือผลจากโรคบางชนิด ซึ่งหากมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์

42 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง

โรคมะเร็ง

มะเร็ง คือกลุ่มของโรคที่เกิดเนื้องอกเซลล์ของร่างกายมีความผิดปกติที่ DNA หรือทางพันธุกรรม เซลล์มีการเจริญเติบโต มีการแบ่งตัวเพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ รวดเร็วและมากกว่าปกติ ดังนั้น จึงอาจทำให้เกิดก้อนเนื้อผิดปกติและในที่สุดก็จะทำให้เกิดการตายของเซลล์ในก้อนเนื้อนั้น

ขณะนี้มะเร็งที่พบในร่างกายมนุษย์มีมากกว่า 100 ชนิด มะเร็งแต่ละชนิด จะมีการดำเนินของโรคไม่เหมือนกัน เช่น มะเร็งปอด มะเร็งสมอง จะมีการดำเนินชนิดของโรคที่รุนแรง ผู้ป่วยจะมีชีวิตของการอยู่รอดสั้นกว่าผู้ป่วยมะเร็งผิวหนัง

  ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง

  1. สารก่อมะเร็งที่ปนเปื้อนในอาหาร เช่นเชื้อราที่มีชื่ออัลฟาท็อกซิน  (Alfatoxin) และสารที่เกิดจากการปิ้งย่าง สารเคมีที่ใช้ในการถนอมอาหาร
  2. รังสีเอ็กซเรย์ รังสีอุลตร้าไวโอเลตจากแสงแดด
  3. เชื้อไวรัสต่างๆ
  4. การติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ
  5. การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา
  6. ความผิดปกติของพันธุกรรม
  7. ความบกพร่องของภูมิคุ้มกัน

 

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง

  1. ผู้ที่สูบบุหรื่มีโอกาสเป็นมะเร็งระบบหายใจ
  2. ผู้ที่ตากแดดจัดเป็นประจำ มีโอกาสเป็นมะเร็งผิวหนัง
  3. ผู้ที่รับประทานอาหารไขมันสูงเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเยื่อบุมดลูก และมะเร็งต่อมลูกหมาก
  4. ผู้ที่ดื่มสุรามีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งตับ
  5. ผู้ที่ติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับและรับประทานอาหารที่ใส่ดินประสิวเป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งท่อน้ำดีในตับ

ในยุคนี้หากเป็นท่านเองไม่ได้เป็นโรคมะเร็ง แต่คงมีญาติสนิทมิตรสหายหรือคนรู้จักที่เป็นโรคมะเร็ง บ่อยครั้งที่เราต้องไปเยี่ยมเขาเหล่านั้นในห้องผู้ป่วยวิกฤติ หรือไปงานศพของผู้ป่วยโรคมะเร็ง จนแอบนึกกังวลไปไม่ได้ว่า โรคมะเร็งช่างอยู่ไม่ไกลตัวเราเลย และดูเหมือนว่ามันจะเกิดกับใครที่ไหนก็ได้ แล้วเมื่อใดเล่าจะเป็นคราวของเรา ดังนั้นเรื่องของโรคมะเร็งจึงเป็นสิ่งที่เราควรพึงตระหนักอยู่ตลอดเวลา

 

 

ที่มา: สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

 

39 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

โรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

โรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง

โรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง อาการผิวแห้ง ผืนคัน พบได้บ่อยในผู้ที่ชอบอาบน้ำอุ่น อยู่ในห้องแอร์นานๆ หรือเดินทางไปต่างประเทศที่อากาศหนาว ลมแรง ในประเทศไทยนั้นได้แก่ ภาคอีสานและภาคเหนือ ทำให้ผู้คนมักมีผิวแห้งแตกลายได้ง่าย

โรคบางชนิดมีอาการผิวแห้งและคัน เช่น โรคไตวายเรื้อรัง โรคเบาหวาน และผู้ป่วยที่ได้รับเคมีบำบัดหรือรังสีรักษา ผิวหนังมนุษย์มีสารเอนเอมเอฟ (NMF ;Natural Moisturizing Factor) ที่มีส่วนประกอบจากคาร์โบไฮเดรตอะมิโนเอซิด และโพลิเปปไทด์ ช่วยเก็บกักน้ำไว้ที่ชั้นสตาร์ตัมคอร์เนียม (Stratum corneum) สารเอนเอมเอฟดึงความชุ่มชื้นมาเก็บไว้ในผิวหนัง สารนี้จะพบน้อยลงเมื่อมีอายุมากขึ้น หรือมีโรคประจำตัวดังกล่าวข้างต้น ร่างกายจะแสดงอาการผิวแห้ง ผื่นคัน แตกย่น ดูแก่เกินวัย บางรายอาจมีอาการคันร่วมด้วย เมื่อเกาทำให้เสียบุคลิกภาพ

อาการผิวแห้ง ผื่นคันป้องกันได้ โดยการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น การใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ทาผิวเช้าเย็นหลังอาบน้ำก็ช่วยได้ดี

46 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคปอดอุดตันเรื้อรัง COPD

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง COPD

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง COPD

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง COPD เป็นโรคที่ปอดมีประสิทธิภาพการทำงานลดลง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจาการระคายเคืองต่อปอดจากฝุ่นและก๊าซ ที่สำคัญที่สุดคือ ควันบุหรี่ โดยทั่วไปมักหมายรวมถึงโรค 2 โรค คือโรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังและโรคถุงลมโป่งพอง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักพบโรคทั้งสองชนิดดังกล่าวอยู่ร่วมกัน และแยกออกจากกันได้ยาก

สาเหตุของการเกิดโรค

ผลจากการระคายเคืองอย่างต่อเนื่องทำให้เกิดอาการอักเสบเรื้อรังทั้งในหลอดลม เนื้อปอดและหลอดเลือดปอด มีการสร้างเสมหะออกมามากและเหนียวกว่าปกติ การอักเสบและการทำลายเกิดซ้ำๆจะทำให้เกิดอาการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผนังหลอดลม ทำให้มีการตีบของหลอดลม

อาการของโรค

ผู้ป่วยมักมีอาการหอบเหนื่อย ซึ่งจะเป็นมากขึ้นเรื่อยๆหรือไอเรื้อรังมีเสมหะ โดยเฉพาะในช่วงเช้า แน่นหน้าอก หรือหายใจเป็นเสียงหวีด เป็นต้น

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรค

แบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ตัวผู้ป่วยและสิ่งแวดล้อม

ตัวผู้ป่วย : ลักษณะทางพันธุกรรม,หลอดลมมีความไวต่อการอักเสบมากผิดปกติ หากมีการอักเสบเกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วงวัยเด็ก จะทำให้สมรรถภาพของปอดผิดปกติไปเมื่อมีอายุมากขึ้น

สิ่งแวดล้อม : ควันบุหรี่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของโรคนี้, มลภาวะทั้งในบริเวณบ้าน ที่ทำงาน และที่สาธารณะ, การติดเชื้อในระบบการหายใจในวัยเด็ก

นอกจากนี้ยังมีโรคอื่นๆที่มีลักษณะอาการคล้ายกัน ได้แก่ หอบหืด วัณโรค มะเร็งปอด เป็นต้น อย่างไรก็ตาม เพื่อความแน่ใจควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อทำการตรวจอย่างละเอียด

67 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน

โรคเบาหวาน คือ ภาวะความไม่สมดุลของฮอร์โมน”อินซูลิน” ซึ่งมีหน้าที่นำน้ำตาลในเลือดเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ของร่างกายเพื่อไปใช้เป็นพลังงานต่อไป อินซูลินไม่สมดุลส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง

 โรคเบาหวานพบได้ประมาณ 3.5% ของคนทั่วไป พบได้ทุกเพศทุกอายุ แต่จะพบมากในคนอายุมากกว่า 40 ปี ขึ้นไป และคนที่อยู่ในเมืองมีโอกาสเป็นโรคนี้  มากกว่าชนบท คนอ้วนและหญิงที่มีลูกดก มีโอกาสเป็นโรคนี้ได้มากขึ้น

  การวินิจฉัยโรคเบาหวาน

-         ผู้ป่วยมักมีอาการปัสสาวะบ่อยและมาก เนื่องจากน้ำตาลที่ออกมาจากทางไต จะดึงเอาน้ำจากเลือดออกมาด้วย จึงทำให้มีปัสสาวะมากกว่าปกติ เมื่อ ถ่ายปัสสาวะมาก ก็ทำให้รู้สึกกระหายน้ำ ต้องคอยดื่มน้ำบ่อยๆ

-         เนื่องจากผู้ป่วยไม่สามารถนำน้ำตาลมาเผาผลาญเป็นพลังงาน จึงหันมาเผาผลาญกล้ามเนื้อและไขมันแทน ทำให้ร่างกายผ่ายผอม ไม่มีไขมัน กล้ามเนื้อฝ่อลีบ อ่อนเปลี้ย เพลียแรง

-         นอกจากนี้ การมีน้ำตาลคั่งอยู่ในอวัยวะต่างๆ จึงทำให้อวัยวะต่างๆ เกิดความผิดปกติ และนำมาซึ่งภาวะแทรกซ้อนมากมาย

-         โรคนี้มักมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม กล่าวคือ มักมีพ่อแม่และญาติพี่น้องเป็นโรคนี้ด้วย

-         นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ เช่น อ้วนเกินไป (หรือกินหวานมากๆจนอ้วน) ก็อาจเป็นเบาหวานได้ มีลูกดกหรือเกิดจากการใช้ยาสเตอรอยด์,ยาขับปัสสาวะ,ยาเม็ดคุมกำเนิด หรือพบร่วมกับโรคอื่นๆ เช่น ตับอ่อนอักเสบเรื้อรัง, มะเร็งของตับอ่อน,ตับแข็งระยะสุดท้าย,คอพอกเป็นพิษ เป็นต้น

 

ที่มา: ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคเบาหวาน.สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย

38 เข้าชม | อ่านต่อ
Page 1 of 212