<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Nicehealthy.com รวมความรู้เรื่องโรคและสุขภาพ ( Knowledge of Disease)</title>
	<atom:link href="http://nicehealthy.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://nicehealthy.com</link>
	<description>รวมความรู้เกี่ยวกับโรคชนิดต่างๆ คำอธิบาย วิธีการดูแลสุขภาพ การรักษา พร้อมทั้งวิธีป้องกันโรคชนิดต่างๆ</description>
	<lastBuildDate>Fri, 18 Nov 2011 14:33:29 +0000</lastBuildDate>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.org/?v=3.3.1</generator>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%87/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599-%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25ab%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2587</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Nov 2011 14:33:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ผดผื่น]]></category>
		<category><![CDATA[ผิวแห้ง]]></category>
		<category><![CDATA[ผื่นคัน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=142</guid>
		<description><![CDATA[วิธีป้องกันผิวแห้งที่ดีที่สุดคือ การใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ ควรใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้นหรือมียาบำรุงผิวตามที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ เพราะแต่ละคนมีความแห้งของผิวหนังไม่เท่ากัน มีสภาพแวดล้อมหรือโดนสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน ไม่ควรใช้โลชั่นซึ่งผสมน้ำในปริมาณมากหรือผสมแอลกอฮอล์ เพราะจะให้ผิวยิ่งแห้ง ควรใช้ครีมบำรุงผิวตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่าผิวแห้ง หรือทันทีที่อาบน้ำเสร็จ การอาบน้ำจะเป็นการช่วยรักษาโรคผิวหนังอักเสบ เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหนัง และขจัดเชื้อโรคและสารระคายเคืองต่างๆ แต่ต้องใช้ครีมบำรุงผิวทันที หลังจากอาบน้ำเสร็จ เพราะมิฉะนั้นผิวจะแห้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้อาการผื่นคันแย่ลง ขั้นตอนการปฏิบัติคือ ทันทีที่อาบน้ำเสร็จค่อยๆ ซับน้ำออกจากตัวด้วยผ้าขนหนู แล้วทิ้งให้ผิวหนังชื้นเล็กน้อยก่อนที่จะชโลมด้วยครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยรักษาให้ผิวหนังชุ่มชื่น ในการอาบน้ำอย่าใช้สบู่ก้อน เพราะสบู่ก้อนจะขจัดน้ำมันที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนผิวหนังซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื่นให้หมดไป ยกเว้นว่าคราบสกปรกนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าไม่ออก ควรใช้สบู่เหลวสูตรอ่อนโยนต่อผิวหนังและบำรุงผิว ถ้ามีรอยโรคที่ผิวหนังมาก ควรใช้สบู่ทำความสะอาดเฉพาะส่วนที่จำเป็นและล้างออก น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อย่าใช้น้ำร้อน เพราะน้ำร้อนจะระเหยออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ทำให้ผิวแห้ง หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหรือผงขัดผิวที่มีกลิ่นหอมอาบน้ำ เพราะจะทำให้อาการผื่นคันแย่ลง ควรใช้เวลาในการอาบน้ำประมาณ 5-10 นาที เพราะถ้านานกว่านี้ความชุ่มชื่นบนผิวหนังตามธรรมชาติจะถูกชะล้างออกไป ควรใช้แชมพูอ่อนและสระผมที่อ่างล้างหน้าหรืออาบน้ำโดยใช้ฝักบัวจะดีกว่าการอาบน้ำในอ่างอาบน้ำ เพื่อที่ฟองแชมพูจะได้ไม่ติดอยู่ที่ผิวหนังนาน เพื่อลดโอกาสที่สารเคมีจะระคายผิวหนังได้ เนื่องจากผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบจะมีผิวหนังที่บางมาก ผู้ป่วยบางรายสังเกตว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของผิวหนังอย่างกะทันหัน เช่น ออกจากที่ทำงานที่เป็นห้องแอร์ ออกไปรับประทานอาหารกลางวันนอกตึกที่มีแดดร้อนเปรี้ยง หรือตอนกลับเข้ามาในตึกหรือห้องทำงานจากข้างนอกจะมีผื่นขึ้น อากาศที่ร้อนและหนาวมีส่วนทำให้โรคผิวหนังอักเสบกำเริบ อากาศที่ร้อนและแห้งทำให้ความชุ่มชื่นบนผิวหนังหมดไป ในฤดูร้อนที่อากาศชื้น เหงื่อจะทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคืองและเกิดผื่นคัน ดังนั้น พยายามอยู่แต่ในบ้านหรือในสำนักงาน ในช่วงที่มีอากาศร้อน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_143" class="wp-caption aligncenter" style="width: 160px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-full wp-image-143" title="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/150_120499-0.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง" width="150" height="113" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคผื่นคัน ผิวหนังแห้ง</p></div>
<p><strong>วิธีป้องกันผิวแห้งที่ดีที่สุดคือ</strong> การใช้ครีมบำรุงผิวเป็นประจำ ควรใช้ครีมบำรุงผิวที่มีความเข้มข้นหรือมียาบำรุงผิวตามที่แพทย์ผิวหนังแนะนำ เพราะแต่ละคนมีความแห้งของผิวหนังไม่เท่ากัน มีสภาพแวดล้อมหรือโดนสิ่งต่างๆ ไม่เหมือนกัน ไม่ควรใช้โลชั่นซึ่งผสมน้ำในปริมาณมากหรือผสมแอลกอฮอล์ เพราะจะให้ผิวยิ่งแห้ง ควรใช้ครีมบำรุงผิวตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเมื่อรู้สึกว่า<strong>ผิวแห้ง</strong> หรือทันทีที่อาบน้ำเสร็จ การอาบน้ำจะเป็นการช่วยรักษาโรคผิวหนังอักเสบ เพราะช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวหนัง และขจัดเชื้อโรคและสารระคายเคืองต่างๆ แต่ต้องใช้ครีมบำรุงผิวทันที หลังจากอาบน้ำเสร็จ เพราะมิฉะนั้นผิวจะแห้งยิ่งขึ้น ซึ่งจะทำให้อาการ<strong>ผื่นคัน</strong>แย่ลง ขั้นตอนการปฏิบัติคือ ทันทีที่อาบน้ำเสร็จค่อยๆ ซับน้ำออกจากตัวด้วยผ้าขนหนู แล้วทิ้งให้ผิวหนังชื้นเล็กน้อยก่อนที่จะชโลมด้วยครีมบำรุงผิว เพื่อช่วยรักษาให้ผิวหนังชุ่มชื่น</p>
<p>ในการอาบน้ำอย่าใช้สบู่ก้อน เพราะสบู่ก้อนจะขจัดน้ำมันที่มีอยู่ตามธรรมชาติบนผิวหนังซึ่งช่วยรักษาความชุ่มชื่นให้หมดไป ยกเว้นว่าคราบสกปรกนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าไม่ออก ควรใช้สบู่เหลวสูตรอ่อนโยนต่อผิวหนังและบำรุงผิว ถ้ามีรอยโรคที่ผิวหนังมาก ควรใช้สบู่ทำความสะอาดเฉพาะส่วนที่จำเป็นและล้างออก น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำอุ่นหรือน้ำเย็น อย่าใช้น้ำร้อน เพราะน้ำร้อนจะระเหยออกจากผิวอย่างรวดเร็ว ทำให้<strong>ผิวแห้ง</strong> หลีกเลี่ยงการใช้น้ำมันหรือผงขัดผิวที่มีกลิ่นหอมอาบน้ำ เพราะจะทำให้อาการ<strong>ผื่นคัน</strong>แย่ลง ควรใช้เวลาในการอาบน้ำประมาณ 5-10 นาที เพราะถ้านานกว่านี้ความชุ่มชื่นบนผิวหนังตามธรรมชาติจะถูกชะล้างออกไป ควรใช้แชมพูอ่อนและสระผมที่อ่างล้างหน้าหรืออาบน้ำโดยใช้ฝักบัวจะดีกว่าการอาบน้ำในอ่างอาบน้ำ เพื่อที่ฟองแชมพูจะได้ไม่ติดอยู่ที่ผิวหนังนาน เพื่อลดโอกาสที่สารเคมีจะระคายผิวหนังได้</p>
<p>เนื่องจากผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบจะมีผิวหนังที่บางมาก ผู้ป่วยบางรายสังเกตว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของผิวหนังอย่างกะทันหัน เช่น ออกจากที่ทำงานที่เป็นห้องแอร์ ออกไปรับประทานอาหารกลางวันนอกตึกที่มีแดดร้อนเปรี้ยง หรือตอนกลับเข้ามาในตึกหรือห้องทำงานจากข้างนอกจะมีผื่นขึ้น อากาศที่ร้อนและหนาวมีส่วนทำให้โรคผิวหนังอักเสบกำเริบ อากาศที่ร้อนและแห้งทำให้ความชุ่มชื่นบนผิวหนังหมดไป ในฤดูร้อนที่อากาศชื้น เหงื่อจะทำให้ผิวหนังเกิดความระคายเคืองและเกิดผื่นคัน ดังนั้น พยายามอยู่แต่ในบ้านหรือในสำนักงาน ในช่วงที่มีอากาศร้อน พยายามให้มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิกะทันหันให้น้อยที่สุด ถ้าเหงื่อเป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนังก็ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ทำให้เหงื่อออกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่กำลังมีอาการผื่นคัน สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ ควรใส่เสื้อผ้าที่ทำจากผ้าฝ้ายซึ่งระบายอากาศได้ดี ทำให้เหงื่อออกน้อยและระเหยออกจากผิวหนังได้เร็ว ควรรีบอาบน้ำทันทีหลังจากออกกำลังกายเพื่อชะล้างเหงื่อไคลโดยเร็ว สำหรับการออกกำลังกายกลางแจ้ง ควรใช้ครีมกันแดดที่มีคุณภาพดี ไม่ใช้ชนิดที่ทำให้ผิวแห้ง</p>
<p>ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ บางรายจะสังเกตว่าเวลาที่มีความเครียด เช่น เวลามีความกังวล มีความเหนื่อยล้า มีความรู้สึกหงุดหงิด หรือหวาดกลัว อาการผื่นคันที่ผิวหนังจะเป็นมากขึ้น อารมณ์หรือความเครียดเหล่านี้ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีแดง และคันมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่มีความเครียด เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังผิวหนังมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ดังนั้น การหลีกเลี่ยงความเครียดต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จะทำได้ เช่น การนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่อดนอน ไม่ตรากตรำ มองโลกในแง่ดี มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ หลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะมารบกวนจิตใจ มีการจัดสรรเวลาและวางแผนให้ดีสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกรีบเร่งหรือร้อนรน มีการหยุดพักงานเป็นช่วงๆ มีการไปเปลี่ยนบรรยากาศหรือทำงานอดิเรกที่ชอบเพื่อให้มีจิตใจแจ่มใสหรือมีการเล่นกีฬาเพื่อช่วยลดความเครียด แต่อย่าจริงจังกับผลแพ้ชนะเกินไป วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้เพื่อลดการกำเริบของโรคผิวหนังอักเสบ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมาก</p>
<p>ผู้ป่วยที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบ บางรายจะสังเกตว่าเวลาที่มีความเครียด เช่น เวลามีความกังวล มีความเหนื่อยล้า มีความรู้สึกหงุดหงิด หรือหวาดกลัว อาการผื่นคันที่ผิวหนังจะเป็นมากขึ้น อารมณ์หรือความเครียดเหล่านี้ทำให้ผิวหนังเปลี่ยนสีเป็นสีแดง และคันมากขึ้น เนื่องจากเวลาที่มีความเครียด เลือดจะถูกสูบฉีดไปยังผิวหนังมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า ดังนั้น การหลีกเลี่ยงความเครียดต่างๆ ทั้งทางร่างกายและจิตใจเท่าที่จะทำได้ เช่น การนอนหลับอย่างเพียงพอ ไม่อดนอน ไม่ตรากตรำ มองโลกในแง่ดี มีความสุขกับสิ่งที่มีอยู่ หลีกเลี่ยงจากเหตุการณ์หรือปัญหาที่จะมารบกวนจิตใจ มีการจัดสรรเวลาและวางแผนให้ดีสำหรับการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อที่จะได้ไม่รู้สึกรีบเร่งหรือร้อนรน มีการหยุดพักงานเป็นช่วงๆ มีการไปเปลี่ยนบรรยากาศหรือทำงานอดิเรกที่ชอบเพื่อให้มีจิตใจแจ่มใสหรือมีการเล่นกีฬาเพื่อช่วยลดความเครียด แต่อย่าจริงจังกับผลแพ้ชนะเกินไป วิธีหลีกเลี่ยงความเครียดเหล่านี้สามารถนำไปใช้ได้เพื่อลดการกำเริบของโรคผิวหนังอักเสบ รวมทั้งโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ อีกมาก ผิวหนังที่มีสุขภาพดีจะทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรียเข้าไปในร่างกาย แต่ผิวหนังของผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบจะง่ายต่อการติดเชื้อมากกว่าผิวหนังของคนทั่วไป การติดเชื้ออาจมาจากบริเวณผิวหนังเอง เช่น จากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่บนผิวหนังหรือตามซอกเล็บ เวลาที่มีการคันและเกาจนผิวหนังเป็นแผล จะเป็นการเปิดทางให้เชื้อแบคทีเรียเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายและทำให้เกิดการติดเชื้อได้ นอกจากนี้ การติดเชื้อในส่วนอื่นของร่างกาย เช่น โรคไข้หวัด โรคเริม โรคงูสวัด เชื้อราบนเท้า ก็สามารถกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดผื่นคันได้เช่นเดียวกัน ดังนั้น เมื่อรู้สึกว่าผิวหนังมีอาการร้อนแดงขึ้น หรือมีตุ่มขึ้นบนผิวหนัง มีผื่นขึ้นหรือมีหนอง หรือเป็นแผลติดเชื้อ มีกลิ่นเหม็น ควรรีบไปพบแพทย์</p>
<p>ปัญหาที่หลีกเลี่ยงได้ยากมากสำหรับผู้ที่เป็นโรคผิวหนังอักเสบคือ อาการคันมากทำให้ต้องเกา บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยโรคผิวหนังอักเสบเผลอเกาโดยไม่รู้ตัว ปกติแล้วคนเราจะเกาเมื่ออยู่ว่างๆ ไม่มีอะไรจะทำ ดังนั้น การพยายามทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นเพื่อไม่ให้ตัวเองว่าง โดยเฉพาะกิจกรรมที่ต้องใช้มือ จะทำให้เกาน้อยลง นอกจากนี้ การสวมเสื้อผ้ามิดชิดก็จะเป็นการปกป้องผิวหนังไม่ให้เผลอเกาไปถูกได้ ส่วนเวลากลางคืนซึ่งมักเป็นเวลาที่คันมาก ถ้าอาการคันถึงกับทำให้นอนไม่หลับ ก็อาจจะลองใช้ผ้าชุบน้ำเย็นปิดบริเวณที่คันสักพักก่อนทาครีมบำรุงผิวที่เก็บเอาไว้ในตู้เย็น และพยายามตัดเล็บให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือถ้ายังไม่พอ อาจใส่ถุงมือที่ทำจากผ้าฝ้ายที่มีน้ำหนักเบา เพื่อช่วยป้องกันเล็บและผิวหนัง สุดท้ายก็คงต้องอาศัยยาแก้คันแก้แพ้ รับประทานก่อนนอน เพื่อช่วยลดอาการคันและอาจทำให้นอนหลับสบายขึ้น</p>
<p>ที่มา : หนังสือเส้นทางเศรษฐี</p>
<pre></pre>
<pre></pre>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9c%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99-%e0%b8%9c%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ( COPD )</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-copd/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b1%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2587-copd</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-copd/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 18 Nov 2011 14:03:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ปอดอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคปอด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=138</guid>
		<description><![CDATA[การรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ( COPD)           การรักษาจะแบ่งเป็นแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา เป้าหมายในการรักษาที่สำคัญคือป้องกันการกำเริบและชะลอการดำเนินไปของโรคให้นานที่สุด ในขณะเดียวกันต้องทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น การักษาแบบไม่ใช้ยา :  ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังทุกรายควรเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดและหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรื่ เมื่อสามารถเลิกสูบได้แล้ว ขั้นต่อมาจะเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพของปอด โดยจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป การบริหารกล้ามเนื้อปอด บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ การให้ออกซิเจนในระยะยาว และการผ่าตัด เป็นต้น การรักษาโดยใช้ยา : ยาขยายหลอดลมทั้งชนิดออกฤทธิ์สั้นและยาว ได้แก่  salbutamol, terbutaline ,formoterol, theophylline  เป็นต้น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ได้แก่ budesonide , fluticasone  beclomethasone   หรือยาที่มีส่วนผสมของทั้งสองตัวเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมการกำเริบของโรค เช่น formoterol + budesonide  เป็นต้น การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย -          ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและไปตรวจร่างกายตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ -          เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีควันบุหรี่ -          หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลภาวะทางอากาศ -          ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยไม่ให้มีฝุ่นละอองอยู่เสมอ -          เข้าใจภาวะของโรคเรียนรู้วิธีการรับมือเมื่อกำเริบ อธิบายให้ผู้ใกล้ชิดเข้าใจถึงสภาวะของตนเอง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_139" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-medium wp-image-139" title="วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/who-pulmonary-disease-day-300x201.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)" width="300" height="201" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)</p></div>
<p><strong>การรักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ( COPD)          </strong></p>
<p>การรักษาจะแบ่งเป็นแบบใช้ยาและไม่ใช้ยา เป้าหมายในการรักษาที่สำคัญคือป้องกันการกำเริบและชะลอการดำเนินไปของโรคให้นานที่สุด ในขณะเดียวกันต้องทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้น</p>
<p><strong>การักษาแบบไม่ใช้ยา : </strong> ผู้ป่วย<strong>โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง</strong>ทุกรายควรเลิกสูบบุหรี่โดยเด็ดขาดและหลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่มีควันบุหรื่ เมื่อสามารถเลิกสูบได้แล้ว ขั้นต่อมาจะเป็นการฟื้นฟูสมรรถภาพของปอด โดยจะเป็นการออกกำลังกายทั่วไป การบริหารกล้ามเนื้อปอด บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ การให้ออกซิเจนในระยะยาว และการผ่าตัด เป็นต้น</p>
<p><strong>การรักษาโดยใช้ยา :</strong> ยาขยายหลอดลมทั้งชนิดออกฤทธิ์สั้นและยาว ได้แก่  salbutamol, terbutaline ,formoterol, theophylline  เป็นต้น ยากลุ่มสเตียรอยด์ ได้แก่ budesonide , fluticasone  beclomethasone   หรือยาที่มีส่วนผสมของทั้งสองตัวเพื่อประสิทธิภาพในการควบคุมการกำเริบของโรค เช่น formoterol + budesonide  เป็นต้น</p>
<p><strong>การปฏิบัติตัวของผู้ป่วย</strong></p>
<p>-          ใช้ยาตามแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดและไปตรวจร่างกายตามแพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>-          เลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีควันบุหรี่</p>
<p>-          หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีมลภาวะทางอากาศ</p>
<p>-          ทำความสะอาดที่อยู่อาศัยไม่ให้มีฝุ่นละอองอยู่เสมอ</p>
<p>-          เข้าใจภาวะของโรคเรียนรู้วิธีการรับมือเมื่อกำเริบ อธิบายให้ผู้ใกล้ชิดเข้าใจถึงสภาวะของตนเอง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%9b%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%87-copd/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%259a%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2599</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Nov 2011 16:07:47 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาลในเลือดสูง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคอ้วน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=129</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อยังไม่เป็นเบาหวาน ควรปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพ  ทำได้โดยปรับปรุงวิถีชีวิต คือ  - ออกกำลังกายให้มากขึ้น -  เดินให้มากขึ้นไม่อาศัยพาหนะถ้าทำได้ -  ระวังเรื่องอาหารอาหาร “จานด่วน” มักจะมีไขมันสูง -  รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ ไม่อ้วน ไม่ผอม ถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว เราสามารถช่วยสุขภาพของโรคหัวใจและหลอดเลือดให้บรรเทาได้โดย  - ลดน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ให้ต่ำลงมาให้เข้าเกณฑ์มาตรฐาน - ละเว้นการสูบบุหรี่ - รับประทานอาหารสุขภาพให้ได้สมดุลกัน คือ  - ลดอาหารที่มีไขมัน - ลดอาหารเค็ม - ลดขนมหวาน ผลไม้หวาน - รับประทานอาหารจำพวกที่มีใยอาหารมาก ๆ, ผักชนิดต่าง ๆ - ออกกำลังกายสม่ำเสมอ - ควบคุมรักษาความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดให้ดี &#160; &#160; ที่มา: สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย &#160;]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_130" class="wp-caption aligncenter" style="width: 260px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-full wp-image-130" title="วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/home-healthcare-medical-professional-attends-to-senior-woman.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน" width="250" height="185" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคเบาหวาน</p></div>
<p><strong>เมื่อยังไม่เป็นเบาหวาน ควรปฏิบัติตัวเพื่อสุขภาพ  ทำได้โดยปรับปรุงวิถีชีวิต คือ </strong><br />
- ออกกำลังกายให้มากขึ้น<br />
-  เดินให้มากขึ้นไม่อาศัยพาหนะถ้าทำได้<br />
-  ระวังเรื่องอาหารอาหาร “จานด่วน” มักจะมีไขมันสูง<br />
-  รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในระดับปกติ ไม่อ้วน ไม่ผอม</p>
<p><strong>ถ้าเป็นโรคเบาหวานอยู่แล้ว เราสามารถช่วยสุขภาพของโรคหัวใจและหลอดเลือดให้บรรเทาได้โดย </strong><br />
- ลดน้ำหนักตัวที่มากเกินไป ให้ต่ำลงมาให้เข้าเกณฑ์มาตรฐาน<br />
- ละเว้นการสูบบุหรี่<br />
- รับประทานอาหารสุขภาพให้ได้สมดุลกัน <strong>คือ </strong></p>
<p>- ลดอาหารที่มีไขมัน<br />
- ลดอาหารเค็ม<br />
- ลดขนมหวาน ผลไม้หวาน<br />
- รับประทานอาหารจำพวกที่มีใยอาหารมาก ๆ, ผักชนิดต่าง ๆ<br />
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ<br />
- ควบคุมรักษาความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือดให้ดี</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>ที่มา: สมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทย</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%80%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%258b%25e0%25b8%25b5%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%25a2</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 17 Nov 2011 15:50:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคธาลัสซีเมีย]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเลือดจาง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเหลืองซีด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=126</guid>
		<description><![CDATA[โรคธาลัสซีเมียรักษาได้อย่างไร การดูแลรักษาสุขภาพทั่วไป ควรมีสุขอนามัยที่ดี สะอาด การปฏิบัติตัว  &#8211; ออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ ไม่เหนื่อยเกินไป เนื่องจากมีกระดูกเปราะหักง่าย ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ผาดโผน ไม่สูบบุหรี่เพราะมีอาการซีดอยู่แล้ว ร่างกายจะขาดออกซิเจนมากขึ้น ไม่ควรดื่มเหล้าเพราะเป็นผลเสียต่อตับ ซึ่งมีธาตุเหล็กไปสะสม อาหาร – คนที่เป็นธาลัสซีเมีย เม็ดเลือดแดงแตกเร็วร่างกายพยายามสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมาแทน สร้างมากสร้างเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า ฉะนั้นควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีโปรตีนสูง เช่น  เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม และอาหารที่มีวิตามินที่เรียกว่า “โฟเลท”  อยู่มาก ได้แก่ ผักสดต่างๆ สารอาหารเหล่านี้ จะถูกนำไปสร้างเม็ดเลือดแดงได้ อาหารที่ควรละเว้น คือ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เลือดสัตว์ต่างๆ เช่น เลือดหมู เลือดเป็ด เลือดไก่ สำหรับเครื่องดื่มประเภทน้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้บ้าง ยา – ไม่ควรซื้อยาบำรุงโลหิตกินเอง เพราะอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งใช้สำหรับรักษาคนที่ขาดธาตุเหล็ก ไม่ใช่สำหรับโรคธาลัสซีเมียที่มีเหล็กเกินอยู่แล้ว ควรรับประทานยา วิตามินโฟเลท อาจช่วยเสริมให้มีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้นบ้าง การให้เลือดมี 2 แบบคือ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_127" class="wp-caption aligncenter" style="width: 272px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-full wp-image-127" title="วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/Thalassemia.jpeg" alt="วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย" width="262" height="192" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย</p></div>
<p><strong>โรคธาลัสซีเมียรักษาได้อย่างไร</strong></p>
<ol>
<li><strong>การดูแลรักษาสุขภาพทั่วไป ควรมีสุขอนามัยที่ดี สะอาด</strong></li>
</ol>
<p>การปฏิบัติตัว  &#8211; ออกกำลังกายเท่าที่จะทำได้ ไม่เหนื่อยเกินไป เนื่องจากมีกระดูกเปราะหักง่าย ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ผาดโผน ไม่สูบบุหรี่เพราะมีอาการซีดอยู่แล้ว ร่างกายจะขาดออกซิเจนมากขึ้น ไม่ควรดื่มเหล้าเพราะเป็นผลเสียต่อตับ ซึ่งมีธาตุเหล็กไปสะสม</p>
<p>อาหาร – คนที่เป็น<strong>ธาลัสซีเมีย</strong> เม็ดเลือดแดงแตกเร็วร่างกายพยายามสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ขึ้นมาแทน สร้างมากสร้างเร็วกว่าคนปกติหลายเท่า ฉะนั้นควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีโปรตีนสูง เช่น  เนื้อสัตว์ต่างๆ ไข่ นม และอาหารที่มีวิตามินที่เรียกว่า “โฟเลท”  อยู่มาก ได้แก่ ผักสดต่างๆ สารอาหารเหล่านี้ จะถูกนำไปสร้างเม็ดเลือดแดงได้ อาหารที่ควรละเว้น คือ อาหารที่มีธาตุเหล็กสูงมากเป็นพิเศษ ได้แก่ เลือดสัตว์ต่างๆ เช่น เลือดหมู เลือดเป็ด เลือดไก่ สำหรับเครื่องดื่มประเภทน้ำชา น้ำเต้าหู้ จะช่วยลดการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารได้บ้าง</p>
<p>ยา – ไม่ควรซื้อยาบำรุงโลหิตกินเอง เพราะอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งใช้สำหรับรักษาคนที่ขาดธาตุเหล็ก ไม่ใช่สำหรับโรค<strong>ธาลัสซีเมีย</strong>ที่มีเหล็กเกินอยู่แล้ว ควรรับประทานยา วิตามินโฟเลท อาจช่วยเสริมให้มีการสร้างเม็ดเลือดแดงได้ดีขึ้นบ้าง</p>
<ol>
<li>การให้เลือดมี 2 แบบคือ การให้เลือดแบบประคับประคอง (low transfusion) และการให้เลือดจนหายซีด ( high transfusion)</li>
<li>การให้ยาขับธาตุเหล็ก</li>
<li>การตัดม้าม</li>
<li>การปลูกถ่ายไขกระดูก</li>
<li>การใช้เลือดสายสะดือรักษาโรคธาลัสซีเมีย</li>
<li>การเปลี่ยนยีน</li>
</ol>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>เมื่อเป็นโรคธาลัสซีเมียควรปฏิบัติตนอย่างไร</strong></p>
<p>แม้ว่าโรคนี้ยังรักษาให้หายขาดได้ยาก ผู้ที่เป็นโรคนี้ไม่ควรตื่นตกใจ เพราะบางรายอาจมีอาการไม่รุนแรง การปฏิบัติตัวที่ถูกต้องจะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตอยู่ได้ตามปกติ ดังนั้น จึงควรปฏิบัติดังนี้</p>
<p>-          รับประทานผักสด ไข่ นม หรือนมถั่วเหลืองมากๆ</p>
<p>-          ดื่มน้ำชาหลังอาหาร เพื่อลดการดูดซึมธาตุเหล็ก</p>
<p>-          ควรตรวจฟัน ทุก 6 เดือน เนื่องจากฟันผุง่าย</p>
<p>-          หลีกเลี่ยงการทำงานหนัก หรือการเล่นรุนแรง</p>
<p>-          งดดื่มสุรา หรือของมืนเมา</p>
<p>-          ถ้ามีอาการปวดท้องที่บริเวณชายโครงขวาอย่างรุนแรง มีไข้และตาขาวมีสีเหลืองมากขึ้น ควรไปพบแพทย์</p>
<p>-          หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูง เช่น ตับ เลือดหมู สาหร่าย</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%98%e0%b8%b2%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%aa%e0%b8%8b%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b5%e0%b8%a2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b9%2584%25e0%25b8%2595</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Nov 2011 14:47:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไต]]></category>
		<category><![CDATA[ไตวาย]]></category>
		<category><![CDATA[ไตอักเสบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=104</guid>
		<description><![CDATA[การป้องกันโรคไต วิธีที่ดีที่สุด คือ ท่านควรจะไปรับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะรวมการตรวจสุขภาพไตขั้นต้น 3 ประการได้แก่ วัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือดหาระดับ “ครีอะตินีน”  ผลการตรวจจะบอกได้ขั้นต้นว่าท่านมีโรคไตซ่อนอยู่หรือไม่  ถ้ามีความผิดปกติแม้เล็กน้อยก็ตาม แพทย์ก็จะแนะนำให้ท่านรับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัย 2. สนใจสุขภาพตนเอง รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้พอเพียง  ถ้าท่านมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อโรคไต ท่านควรจะหลีกเลี่ยง ซึ่งที่สำคัญๆ ได้แก่ การงดบุหรี่ หลีกเลี่ยงสุรา ออกกำลังกาย ดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง เป็นต้น 3. ถ้าร่างกายท่านแสดงสัญญาณอันตรายบอกโรคไตอันใดอันหนึ่ง (ดูตารางที่ 1) ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ซึ่งอาจพบว่า ท่านไม่มีโรคใดๆเลยก็ได้ หรือบางท่านอาจมีความผิดปกติของไตเล็กน้อย การรักษาก็แค่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็เพียงพอ  ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ ถ้าทิ้งไว้นานโดยไม่ทำอะไร ก็อาจเกิดโรคไตเรื้อรังได้ 4. ระวังอย่าให้เกิดท้องเสีย โดยกินเฉพาะอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ถ้าเกิดท้องเสียท่านจะต้องได้รับน้ำทดแทนอย่างพอเพียง   ถ้าท่านมีโรคไตเรื้อรังอยู่แล้ว การที่เกิดท้องเสียจนทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและเกิดไตวายเฉียบพลันได้ และบ่อยครั้งไตที่วายแล้วไม่ฟื้นกลับอีกเลย 5. หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเองเป็นประจำ  ปัจจุบัน การแพทย์ยุคใหม่ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง การซื้อยาง่ายๆรักษาตนเอง อาทิ โรคหวัด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_107" class="wp-caption aligncenter" style="width: 235px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-full wp-image-107" title="วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/article-page-main_ehow_images_a01_uj_qk_care-loved-one-kidney-disease-800x800.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต" width="225" height="220" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคไต</p></div>
<p><strong>การป้องกันโรคไต</strong></p>
<ol>
<li>วิธีที่ดีที่สุด คือ ท่านควรจะไปรับการตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี ซึ่งจะรวมการตรวจสุขภาพไตขั้นต้น 3 ประการได้แก่ วัดความดันโลหิต ตรวจปัสสาวะ และตรวจเลือดหาระดับ “ครีอะตินีน”  ผลการตรวจจะบอกได้ขั้นต้นว่าท่านมีโรคไตซ่อนอยู่หรือไม่  ถ้ามีความผิดปกติแม้เล็กน้อยก็ตาม แพทย์ก็จะแนะนำให้ท่านรับการตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันข้อวินิจฉัย<br />
2. สนใจสุขภาพตนเอง รับประทานอาหารที่มีคุณค่า ออกกำลังกายเป็นประจำ พักผ่อนให้พอเพียง  ถ้าท่านมีกิจกรรมที่เสี่ยงต่อ<strong>โรคไต</strong> ท่านควรจะหลีกเลี่ยง ซึ่งที่สำคัญๆ ได้แก่ การงดบุหรี่ หลีกเลี่ยงสุรา ออกกำลังกาย ดื่มน้ำสะอาดอย่างพอเพียง เป็นต้น<br />
3. ถ้าร่างกายท่านแสดงสัญญาณอันตรายบอกโรคไตอันใดอันหนึ่ง (ดูตารางที่ 1) ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ ซึ่งอาจพบว่า ท่านไม่มีโรคใดๆเลยก็ได้ หรือบางท่านอาจมีความผิดปกติของไตเล็กน้อย การรักษาก็แค่ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตก็เพียงพอ  ซึ่งในกลุ่มหลังนี้ ถ้าทิ้งไว้นานโดยไม่ทำอะไร ก็อาจเกิด<strong>โรคไต</strong>เรื้อรังได้<br />
4. ระวังอย่าให้เกิดท้องเสีย โดยกินเฉพาะอาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ ถ้าเกิดท้องเสียท่านจะต้องได้รับน้ำทดแทนอย่างพอเพียง   ถ้าท่านมีโรคไตเรื้อรังอยู่แล้ว การที่เกิดท้องเสียจนทำให้ร่างกายขาดน้ำอย่างรุนแรงและเกิดไตวายเฉียบพลันได้ และบ่อยครั้งไตที่วายแล้วไม่ฟื้นกลับอีกเลย<br />
5. หลีกเลี่ยงการซื้อยากินเองเป็นประจำ  ปัจจุบัน การแพทย์ยุคใหม่ส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพตนเอง การซื้อยาง่ายๆรักษาตนเอง อาทิ โรคหวัด ปวดหัว ท่านซื้อยากินเองได้ แต่ต้องทราบว่า กิน 1 ชุดแล้วไม่หาย ท่านต้องไปพบแพทย์ เพราะโรคที่ท่านคิดว่าตนเองเป็น อาจจะมีสาเหตุอื่นๆ ที่แพทย์ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม<br />
นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่พบว่า ท่านที่เป็นโรคเรื้อรังบางโรคที่ไม่น่าจะเป็นโรคไต อาทิ โรคผิวหนัง โรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน  ท่านที่ซื้อยากินเอง กินยาที่ไม่ทราบสรรพคุณ เชื่อตามคำโฆษณา เมื่อกินเข้าไปมากๆ แล้ว ทำให้เกิดไตอักเสบ จนเป็นไตวายเรื้อรัง  สุดท้ายโรคที่มีอยู่ก็ไม่หาย แถมเกิดโรคไตวายเพิ่ม<br />
6. การกินยาซ้ำซ้อน<br />
มียาหลายอย่างที่แพทย์จ่ายให้ผู้ป่วย ได้แก่ โรคปวดข้อ ปวดเส้น ปวดกล้ามเนื้อ  ยาที่จ่ายอาจมียากลุ่มหนึ่งที่ท่านควรจะรู้จัก ได้แก่ “ยาเอ็นเสด” ซึ่งเป็นยาลดอักเสบฤทธิ์แรงมาก กินแล้วอาการปวดมักจะทุเลาลง แต่การทุเลาจะเป็นเพียงชั่วคราว เพราะไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ หลังหมดฤทธิ์ยา ผู้ป่วยจะกลับมาปวดได้อีก โดยทั่วไป แพทย์จะพยายามแก้ไขต้นเหตุอยู่แล้ว<br />
ท่านที่เป็นผู้ป่วยโรคปวดต่างๆ ท่านควรจะถามแพทย์ว่า ยาที่ท่านได้มี “ยาเอ็นเสด” หรือไม่ และถ้ามีท่านต้องทำตัวอย่างไร  ท่านที่ไปหาแพทย์หลายคลินิก บางครั้งท่านอาจจะได้รับยาแก้ปวดคล้ายๆกันแต่คนละยี่ห้อ และถ้ากินเข้าไปพร้อมกันจะมีผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพไต ซึ่งหลักอันหนึ่งที่แพทย์มักจะต้องเตือนท่าน คือยาเก่าอย่าเก็บไว้ ยกเว้นแต่ได้นำไปให้แพทย์ตรวจดูและบอกว่ากินต่อไปได้เท่านั้น<br />
อย่างไรก็ตาม ท่านต้องทราบว่า คนธรรมดาทั่วไปจะไม่ต้องกินยาเป็นประจำ นอกจากมีโรคที่ต้องรักษา  ดังนั้น การที่ท่านต้องกินยาโดยที่ไม่ทราบว่าเป็นโรคใด ท่านควรจะถามแพทย์ที่ดูแลท่านว่าท่านเป็นโรคใด และจะต้องกินนานเพียงไร แน่นอน โรคบางโรคอาจต้องกินยาประจำตลอดชีวิต แต่บางโรคพออาการหายแล้วต้องหยุดยา<br />
ปัจจุบัน พบว่ามีผู้ป่วยบางรายพอกินยาหมด อาการยังไม่หาย กลับนำซองยาเปล่าที่ได้จากแพทย์ไปซื้อกินเอง ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรังจากยา ที่น่ากลัวคือ โรคไตจากยานี้เป็นโรคแบบเงียบๆผู้ป่วยเองไม่มีทางทราบได้ว่าเกิดโรคในระยะแรกเริ่มถ้าไม่ได้รับการตรวจ  ผู้ป่วยจะมาหาแพทย์อีกทีก็เกิดโรคไตวายแล้ว  ทั้งที่ผู้ป่วยเดิมเป็นโรคที่รักษาได้ดังเช่นโรคปวดกล้ามเนื้อจากการทำงาน ซึ่งปรับวิธีการทำงานใหม่ก็จะทุเลาไปได้เอง<br />
7. หลีกเลี่ยงยาเสพติดต่างๆ โดยเฉพาะต้องงดการสูบบุหรี่ ซึ่งมีผลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นและทำให้ไตเสื่อมเร็ว<br />
8. อย่าหลงคำโฆษณา  ในท้องตลาดมีการขายสารอาหารต่างๆมากมายเพื่อบำรุงร่างกาย อาหารเสริมเหล่านี้ ทางองค์การอาหารและยา (อย.) ได้จัดเป็นอาหาร ไม่ใช่ยา ดังนั้น สามารถหาซื้อได้ทั่วไปและไม่จำเป็นต้องมาพบแพทย์ก่อนซื้อ ในส่วนอาหารเสริมเหล่านี้ อย. ได้รับรองแล้วว่าท่านสามารถซื้อกินได้โดยไม่เกิดโทษ แต่ทางที่ดีก่อนท่านจะซื้อ ท่านควรจะอ่านฉลากอาหารที่แนบไว้ด้วยว่า อาหารเสริมมีข้อจำกัดหรือข้อควรระวังประการใดบ้าง ต้องระวังในผู้ที่โรคบางโรคหรือไม่ อาหารเสริมบางอย่างมีเกลือผสมอยู่มาก ทำให้เกิดโทษได้ในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังและโรคความดันโลหิตสูง</li>
</ol>
<p>รศ. นพ. ทวี ศิริวงศ์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%84%e0%b8%95/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคติดเชื้อในช่องคลอด (ตกขาว)</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2594%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2583%25e0%25b8%2599%25e0%25b8%258a%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2594-%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a7</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Nov 2011 14:43:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ช่องคลอดอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาว]]></category>
		<category><![CDATA[ติดเชื้อในช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=99</guid>
		<description><![CDATA[หากคุณไม่อยากจะมีภาวะตกขาว ควรปฏิบัติดังนี้ -          พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ -          ดูแลบริเวณจุดซ่อนเร้นให้สะอาดและแห้ง -          ใช้กางเกงในผ้าฝ้าย ให้ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก -          ให้เช็ดก้นจากหน้าไปทางข้างหลัง -          ไม่ใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด หรือชนิดกลิ่นหอม -          ไม่สวนล้างช่องคลอด เนื่องจากการสวนล้างช่องคลอดจะทำให้ความสมดุลของเชื้อเสียไป -          ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ควรจะพบแพทย์ตรวจเมื่อไร -            ตกขาวร่วมกับอาการปวดท้องและหรือมีไข้ -            ตกขาวเป็นนานกว่า 2 สัปดาห์ -            ตกขาวในเด็ก -            สงสัยว่าจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_100" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-medium wp-image-100" title="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคติดเชื้อในช่องคลอด (ตกขาว)" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/vaginal_rejuvenation_rosanne-300x220.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคติดเชื้อในช่องคลอด (ตกขาว)" width="300" height="220" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคติดเชื้อในช่องคลอด (ตกขาว)</p></div>
<p><strong>หากคุณไม่อยากจะมีภาวะตกขาว ควรปฏิบัติดังนี้</strong></p>
<p>-          พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำมากๆ</p>
<p>-          ดูแลบริเวณจุดซ่อนเร้นให้สะอาดและแห้ง</p>
<p>-          ใช้กางเกงในผ้าฝ้าย ให้ใส่เสื้อผ้าหลวมๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก</p>
<p>-          ให้เช็ดก้นจากหน้าไปทางข้างหลัง</p>
<p>-          ไม่ใช้ผ้าอนามัยชนิดสอด หรือชนิดกลิ่นหอม</p>
<p>-          ไม่สวนล้างช่องคลอด เนื่องจากการสวนล้างช่องคลอดจะทำให้ความสมดุลของเชื้อเสียไป</p>
<p>-          ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน</p>
<p><strong>ควรจะพบแพทย์ตรวจเมื่อไร</strong></p>
<p>-            <strong>ตกขาว</strong>ร่วมกับอาการปวดท้องและหรือมีไข้</p>
<p>-            <strong>ตกขาว</strong>เป็นนานกว่า 2 สัปดาห์</p>
<p>-            ตกขาวในเด็ก</p>
<p>-            สงสัยว่าจะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94-%e0%b8%95%e0%b8%81%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a7/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคชา (ปลายประสาทอักเสบ)</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%258a%25e0%25b8%25b2-%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a2%25e0%25b8%259b%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%2597%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2581%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%259a</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Nov 2011 15:52:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นประสาทกดทับ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคชา]]></category>
		<category><![CDATA[โรคปลายประสาทอักเสบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=91</guid>
		<description><![CDATA[ การรักษาอาการชาจากโรคปลายประสาทอักเสบนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างกันแต่ในบางกรณีอาจต้องใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน การกำจัดสาเหตุ เช่น รักษาโรคที่เป็นสาเหตุดังกล่าว เช่น โรคเบาหวานก็ควรรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือหากเกิดจากเส้นประสาทกดทับ ก็ควรเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ พยายามไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป กายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท การรักษาด้วยยา นอกจากยารักษาโรคประจำตัวของผู้ป่วยแล้ว อาจมีการใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์,ยาแก้ปวด ในกรณีที่มีอาการปวด และที่สำคัญคือควรรับประทานมีโคบาลามิน (Mecobalamin) ในขนาดสำหรับการักษาเพื่อส่งเสริมในกระบวนการซ่อมแซมเส้นประสาทบรรเทาอาการชาและอาการต่างๆที่เกิดขึ้น การผ่าตัด ในกรณีที่มีอาการรุนแรง ข้อแนะนำในการใช้ยา มีโคบาลามิน (Mecobalamin) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตัวยาจะถูกทำลายได้ง่ายเมื่อโดนแสง ดังนั้นเพื่อให้ได้ตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูงและให้ผลการรักษาที่แน่นอน ควรเลือกยาที่ผ่านการรับรองกระบวนการการผลิตที่ควบคุมความเข้มของแสงที่ได้มาตรฐานและบรรจุในแผงอลูมิเนียมฟอยล์ เพื่อรักษาความคงตัวของตัวยาทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้รับปริมาณยาเพียงพอในการักษา]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_93" class="wp-caption aligncenter" style="width: 210px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-medium wp-image-93" title="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบ (โรคชา)" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/78031625_XS-200x300.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคปลายประสาทอักเสบ (โรคชา)" width="200" height="300" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคชา (ปลายประสาทอักเสบ)</p></div>
<p><strong> การรักษาอาการชาจากโรคปลายประสาทอักเสบนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุต่างกันแต่ในบางกรณีอาจต้องใช้หลายๆ วิธีร่วมกัน</strong></p>
<ol>
<li>การกำจัดสาเหตุ เช่น รักษาโรคที่เป็นสาเหตุดังกล่าว เช่น โรคเบาหวานก็ควรรักษาระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หรือหากเกิดจากเส้นประสาทกดทับ ก็ควรเปลี่ยนพฤติกรรม อาทิ พยายามไม่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานจนเกินไป</li>
<li>กายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท</li>
<li>การรักษาด้วยยา นอกจากยารักษาโรคประจำตัวของผู้ป่วยแล้ว อาจมีการใช้ยาแก้อักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์,ยาแก้ปวด ในกรณีที่มีอาการปวด และที่สำคัญคือควรรับประทานมีโคบาลามิน (Mecobalamin) ในขนาดสำหรับการักษาเพื่อส่งเสริมในกระบวนการซ่อมแซมเส้นประสาทบรรเทา<strong>อาการชา</strong>และอาการต่างๆที่เกิดขึ้น</li>
<li>การผ่าตัด ในกรณีที่มีอาการรุนแรง</li>
</ol>
<p>ข้อแนะนำในการใช้ยา มีโคบาลามิน (Mecobalamin) ซึ่งเป็นกลุ่มที่ตัวยาจะถูกทำลายได้ง่ายเมื่อโดนแสง ดังนั้นเพื่อให้ได้ตัวยาที่มีประสิทธิภาพสูงและให้ผลการรักษาที่แน่นอน ควรเลือกยาที่ผ่านการรับรองกระบวนการการผลิตที่ควบคุมความเข้มของแสงที่ได้มาตรฐานและบรรจุในแผงอลูมิเนียมฟอยล์ เพื่อรักษาความคงตัวของตัวยาทำให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าจะได้รับปริมาณยาเพียงพอในการักษา</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%8a%e0%b8%b2-%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%9a/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a1%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b1%25e0%25b8%2599%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25ab%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2595%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2587</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Nov 2011 15:36:29 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความดันสูง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคความดัน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคความดันโลหิตสูง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=87</guid>
		<description><![CDATA[ความดันโลหิตสูงป้องกันได้ การปฏิบัติต่อไปนี้สามารถช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้ - การลดน้ำหนัก - การลดปริมาณเกลือในอาหาร - การงดหรือลดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ - การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หากการปรับพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถป้องกันหรือควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการก็มีความจำเป็นต้องใช้ยา บ่อยครั้งต้องใช้ยามากกว่า 1 ชนิด การควบคุมความดันโลหิต จะมีผลต่อดีสุขภาพอย่างเห็นได้ชัดช่วยลดอัตราตายแล้วยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจร้อยละ 25 ภาวะหัวใจวายร้อยละ 50 และโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 35 นอกจากการควบคุมความดันโลหิตสูง การควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็มีความสำคัญเพราะการ สูบบุหรี่ ระดับคลอเลสเตอรอลที่สูงในเลือดและโรคเบาหวานจะเร่งให้เกิดการทำลายต่อหัวใจและหลอดเลือดจากความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงต้องรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ด้วย จำไว้ว่าโรคความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่ชัดเจน ดังนั้นจึงควรที่ท่านจะต้องรับการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง การควมคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่พึงประสงค์จะเพิ่มอายุยืนยาวให้แก่ชีวิตที่เป็นสุขได้ ท่านควรทราบระดับความดันโลหิตของท่านเอง ความดันโลหิตสูง  หมายถึงภาวะที่แรงดันของเลือดที่อยู่ในหลอดเลือดมีค่าสูงเกินปกติ  โรความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่สามารถคร่าชีวิตคนได้โดยไม่มีอาการใดๆ นำมาก่อนนับได้ว่าเป็น “ฆาตกรเงียบ” ความดันโลหิตที่สูงมากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญต่างๆ  เช่น  หัวใจ สมอง  หลอดเลือด หรือไต ทุกคนต้องมีความดันโลหิตอยู่ระดับหนึ่งในหลอดเลือด ในขณะที่หัวใจบีบตัวจะสูบฉีดเลือดผ่านไปทางหลอดเลือดแดงเพื่อนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย  แรงดันของเลือดต่อผนังหลอดเลือดเรียกว่าความดันโลหิต ความดันตัวบน(systolic blood  pressure) หมายถึงค่าความดันโลหิตที่สูงกว่าซึ่งตรงกับช่วงการบีบตัวของหัวใจ ส่วนความดันตัวล่าง (diastolic blood pressure) หมายถึงค่าความดันโลหิตที่ต่ำกว่าซึ่งจะตรงกับช่วงการคลายตัวของหัวใจ ดังนั้นในกรณีที่หลอดเลือดตีบแคบลงหรืออุดตัน หัวใจจึงจำเป็นจะต้องบีบตัวให้แรงขึ้นเพื่อส่งเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  ของร่างกายให้ได้คงเดิม ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_89" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-medium wp-image-89" title="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป้วยโรคความดันโลหิตสูง" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/elder_care-300x216.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป้วยโรคความดันโลหิตสูง" width="300" height="216" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง</p></div>
<p><strong>ความดันโลหิตสูงป้องกันได้</strong><strong><br />
</strong></p>
<p><strong>การปฏิบัติต่อไปนี้สามารถช่วยป้องกันโรคความดันโลหิตสูงได้</strong></p>
<p>- การลดน้ำหนัก<br />
- การลดปริมาณเกลือในอาหาร<br />
- การงดหรือลดการดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์<br />
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ</p>
<p>หากการปรับพฤติกรรมดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถป้องกันหรือควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องการก็มีความจำเป็นต้องใช้ยา บ่อยครั้งต้องใช้ยามากกว่า 1 ชนิด การควบคุมความดันโลหิต จะมีผลต่อดีสุขภาพอย่างเห็นได้ชัดช่วยลดอัตราตายแล้วยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคหัวใจร้อยละ 25 ภาวะหัวใจวายร้อยละ 50 และโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 35 นอกจากการควบคุมความดันโลหิตสูง การควบคุมปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ก็มีความสำคัญเพราะการ<br />
สูบบุหรี่ ระดับคลอเลสเตอรอลที่สูงในเลือดและโรคเบาหวานจะเร่งให้เกิดการทำลายต่อหัวใจและหลอดเลือดจากความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงต้องรักษาและควบคุมปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ด้วย จำไว้ว่าโรคความดันโลหิตสูงอาจไม่มีอาการแสดงใดๆ ที่ชัดเจน ดังนั้นจึงควรที่ท่านจะต้องรับการตรวจวัดความดันโลหิตอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง การควมคุมความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ที่พึงประสงค์จะเพิ่มอายุยืนยาวให้แก่ชีวิตที่เป็นสุขได้</p>
<p><strong>ท่านควรทราบระดับความดันโลหิตของท่านเอง</strong></p>
<p><strong>ความดันโลหิตสูง</strong>  หมายถึงภาวะที่แรงดันของเลือดที่อยู่ในหลอดเลือดมีค่าสูงเกินปกติ  โรความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่สามารถคร่าชีวิตคนได้โดยไม่มีอาการใดๆ นำมาก่อนนับได้ว่าเป็น “ฆาตกรเงียบ” ความดันโลหิตที่สูงมากจะก่อให้เกิดความเสียหายต่ออวัยวะสำคัญต่างๆ  เช่น  หัวใจ สมอง  หลอดเลือด หรือไต ทุกคนต้องมีความดันโลหิตอยู่ระดับหนึ่งในหลอดเลือด ในขณะที่หัวใจบีบตัวจะสูบฉีดเลือดผ่านไปทางหลอดเลือดแดงเพื่อนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย  แรงดันของเลือดต่อผนังหลอดเลือดเรียกว่าความดันโลหิต ความดันตัวบน(systolic blood  pressure) หมายถึงค่าความดันโลหิตที่สูงกว่าซึ่งตรงกับช่วงการบีบตัวของหัวใจ ส่วนความดันตัวล่าง (diastolic blood pressure) หมายถึงค่าความดันโลหิตที่ต่ำกว่าซึ่งจะตรงกับช่วงการคลายตัวของหัวใจ ดังนั้นในกรณีที่หลอดเลือดตีบแคบลงหรืออุดตัน<br />
หัวใจจึงจำเป็นจะต้องบีบตัวให้แรงขึ้นเพื่อส่งเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ  ของร่างกายให้ได้คงเดิม ส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น ในกรณีที่ความดันโลหิตของท่านเท่ากับหรือ สูงกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทอยู่ตลอดเวลาแสดงว่าท่านมีโรคความดันโลหิตสูง</p>
<p><strong> การรักษาความดันโลหิตสูง</strong></p>
<p>การรักษา<strong>ความดันโลหิตสูง</strong>คือการรักษาให้ความดันโลหิตมีค่าต่ำกว่า 140/90 มม.ปรอท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายกับอวัยวะที่สำคัญ คือ หัวใจ ตา ไต และสมอง</p>
<p><strong> การรักษาความดันโลหิตสูง แบ่งใหญ่ ๆ ได้ 2 วิธี คือ</strong></p>
<p><strong>    1.การรักษาโดยไม่ใช้ยา ได้แก่</strong></p>
<p>1. ลดน้ำหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีภาวะอ้วน</p>
<p>2.จำกัดเกลือหรืออาหารรสเค็ม โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการบวม</p>
<p>3. ออกกำลังกายให้พอเหมาะกับสภาพของร่างกายแต่ละบุคคล อย่าออกกำลังกายมากเกินไป</p>
<p>4. งดหรือลดการดื่มสุรา ไม่ควรดื่มสุราเกินวันละ 2 ออนซ์ หรือ 60 มล.</p>
<p>5. ผ่อนคลายทั้งด้านร่างกายและจิตใจ</p>
<p>6. พักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>2.การรักษาโดยใช้ยา</strong> ผู้ป่วยจะได้รับยาลดความดันโลหิตสูงเมื่อการปฎิบัติตนโดยไม่ใช้ยาไม่สามารถควบคุมภาวะความดันโลหิตสูงได้ หรือผู้ป่วยมีความดันโลหิตสูงมากตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รับการตรวจพบว่ามีความดันโลหิตสูง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%ab%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%2587%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2582%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%25ad%25e0%25b9%2580%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b7%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25ad%25e0%25b8%25a1</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2011 16:18:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูกเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดข้อ]]></category>
		<category><![CDATA[โรคข้อเสื่อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=83</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับโรคข้อเสื่อม สามารถป้องกันไม่ให้โรครุนแรง โดยการควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ข้อเจ็บปวดขึ้นมา ระวังการดื่มนมแคลเซียมสูงในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมที่มีน้ำหนักมาก เนื่องจากมีอันตรายต่อโรคมากกว่า เพราะส่วนประกอบของกระดูกอ่อนจะเป็นน้ำเป็นส่วนมาก ดังนั้นการรับประทานแคลเซียมในปริมาณสูงจะไม่ได้ผลในการเสริมสร้างกระดูกอ่อน แต่กลับทำให้เกิดการสร้างกระดูกทดแทนเป็นกระดูกงอกมากยิ่งขึ้น    เมื่อไรควรไปพบแพทย์?? มีอาการปวดรุนแรงที่บริเวณข้อ เกิดการบวมที่บริเวณข้อที่มีอาการปวด ผิวบริเวณข้อที่ปวดมีผื่นแดง ข้อบริเวณที่ปวดเกิดการไวต่อความรู้สึก แขนขาขยับไม่ได้ในตอนเช้าหลังตื่นนอนนานกว่า 1 ชั่วโมง มีอาการปวดตอนนอนจะทำให้นอนไม่ได้ แนวทางในการรักษา การรักษาโดยไม่ใช้ยา การพักข้อเพื่อลดการใช้งานของข้อและลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ ให้ความร้อน ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ ลดการอักเสบ ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณข้อมากขึ้น ซึ่งทำให้ไม่ขาดเลือดบริเวณนั้น ประคบวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที การออกกำลังกายและการบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีหลักฐานสนับสนุนที่เชื่อถือได้ถึงประสิทธิภาพของการออกกำลังกายในการลดอาการปวด รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการใช้งานข้อเข่า การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยต่างๆ พิจารณาตามความรุนแรงของโรคและสภาวะผู้ป่วย เช่น การใช้ไม้เท้าหรือร่มจะช่วยแบ่งเบาแรงกระทำต่อข้อเข่าได้ประมาณร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัวในกรณีที่ปวดมากควรถือไม้เท้าหรือร่มในมือด้านตรงข้ามกับข้างที่ปวด การลดน้ำหนัก มีรายงานยืนยันผลการลดน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อ สามารถลดความเจ็บปวดและเพิ่มการใช้งานของเข่าในคนสูงอายุ    การรักษาโดยใช้ยา ยาที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม มีอะไรบ้าง 1. ยาแก้ปวด เช่น Paracetamol [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_84" class="wp-caption aligncenter" style="width: 210px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-full wp-image-84" title="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/Home-Health-Care.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม" width="200" height="208" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม</p></div>
<p>สำหรับ<strong>โรคข้อเสื่อม</strong> สามารถป้องกันไม่ให้โรครุนแรง โดยการควบคุมน้ำหนัก หลีกเลี่ยงท่าที่ทำให้ข้อเจ็บปวดขึ้นมา ระวังการดื่มนมแคลเซียมสูงในผู้ป่วย<strong>โรคข้อเสื่อม</strong>ที่มีน้ำหนักมาก เนื่องจากมีอันตรายต่อโรคมากกว่า เพราะส่วนประกอบของกระดูกอ่อนจะเป็นน้ำเป็นส่วนมาก ดังนั้นการรับประทานแคลเซียมในปริมาณสูงจะไม่ได้ผลในการเสริมสร้างกระดูกอ่อน แต่กลับทำให้เกิดการสร้างกระดูกทดแทนเป็นกระดูกงอกมากยิ่งขึ้น</p>
<p><strong>   เมื่อไรควรไปพบแพทย์??</strong></p>
<ol>
<li>มีอาการปวดรุนแรงที่บริเวณข้อ</li>
<li>เกิดการบวมที่บริเวณข้อที่มีอาการปวด</li>
<li>ผิวบริเวณข้อที่ปวดมีผื่นแดง</li>
<li>ข้อบริเวณที่ปวดเกิดการไวต่อความรู้สึก</li>
<li>แขนขาขยับไม่ได้ในตอนเช้าหลังตื่นนอนนานกว่า 1 ชั่วโมง</li>
<li>มีอาการปวดตอนนอนจะทำให้นอนไม่ได้</li>
</ol>
<p><strong>แนวทางในการรักษา</strong></p>
<p><strong>การรักษาโดยไม่ใช้ยา</strong></p>
<ol>
<li>การพักข้อเพื่อลดการใช้งานของข้อและลดการเสียดสีที่ทำให้เกิดการอักเสบของข้อ</li>
<li>ให้ความร้อน ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบ ลดการอักเสบ ลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และทำให้มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณข้อมากขึ้น ซึ่งทำให้ไม่ขาดเลือดบริเวณนั้น ประคบวันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 15 นาที</li>
<li>การออกกำลังกายและการบริหารกล้ามเนื้อรอบเข่า เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางแล้วว่าการออกกำลังกายเป็นวิธีการรักษาที่ได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มีหลักฐานสนับสนุนที่เชื่อถือได้ถึงประสิทธิภาพของการออกกำลังกายในการลดอาการปวด รวมทั้งเพิ่มความสามารถในการใช้งานข้อเข่า</li>
<li>การใช้อุปกรณ์เครื่องช่วยต่างๆ พิจารณาตามความรุนแรงของโรคและสภาวะผู้ป่วย เช่น การใช้ไม้เท้าหรือร่มจะช่วยแบ่งเบาแรงกระทำต่อข้อเข่าได้ประมาณร้อยละ 25 ของน้ำหนักตัวในกรณีที่ปวดมากควรถือไม้เท้าหรือร่มในมือด้านตรงข้ามกับข้างที่ปวด</li>
<li>การลดน้ำหนัก มีรายงานยืนยันผลการลดน้ำหนักและการบริหารกล้ามเนื้อ สามารถลดความเจ็บปวดและเพิ่มการใช้งานของเข่าในคนสูงอายุ</li>
</ol>
<p><strong>   การรักษาโดยใช้ยา</strong></p>
<p>ยาที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม มีอะไรบ้าง<br />
1. ยาแก้ปวด เช่น Paracetamol , tramadol<br />
2. ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Diclofenae, Piroxicam, indomethacin เป็นต้น<br />
3. ยาสเตียรอยด์ เช่น Prednisolone<br />
4. กลุ่มยาที่ชะลอการดำเนินของโรค เช่น Glucosamin, Sodium hyaluronate</p>
<p><strong>หลักการเลือกใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม</strong><br />
กลุ่มยาแก้ปวด และลดการอักเสบ<br />
1. ถ้ามีอาการปวด ให้กินยา Paracetamol เป็นครั้งคราว ถ้าไม่หายอาจให้ยาแก้ปวดที่แรงขึ้นคือ tramadol และต้องพักข้อที่ปวด เช่น อย่าเดินมาก ยืนมาก หรือเดินขึ้นลงบันได และใช้น้ำร้อนประคบ<br />
2. ถ้ามีอาการปวดมาก อาจใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งไม่ควรกินติดต่อกันนานๆ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียง และต้องระมัดระวังการใช้ยาในผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ<br />
3. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เป็นมาก อาจฉีดสเตียรอยด์เข้าในข้อ</p>
<p>เนื่องจากยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย อยากทราบผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้<br />
ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่<br />
ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร อาจมีผลต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้สูง เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ มีประวัติเป็นโรคกระเพาะ ก็ควรจะใช้ยาเพื่อป้องกันผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ใช้ยาลดกรด แนะนำให้กินยานี้หลังอาหารทันที ผลข้างเคียงต่อไต อาจมีผลทำให้เลือดที่มาเลี้ยงที่ไตลดลง ค่า BUN, Serum Creatinine สูงขึ้น อาจทำให้เกิดการดิ่งของน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีอะไรบ้าง</strong></p>
<p>- ผู้ป่วยที่สูงอายุ<br />
- ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง<br />
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ<br />
- ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง</p>
<p>&nbsp;</p>
<p><strong>ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม ที่พบมีอะไรบ้าง</strong></p>
<p><strong></strong>ผู้ป่วยมักซื้อยามากินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ป่วยที่สูงอายุและใช้ยานี้รับ<br />
ประทานเป็นประจำแต่ไม่มีการตรวจดูการทำงานการไต เมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้<br />
ผู้ป่วยมักซื้อยาลูกกลอนมาทานเอง โดยคิดว่าเป็นยาสมุนไพรกินแล้วหายปวด ซึ่งโดย<br />
ส่วนใหญ่แล้วยาลูกกลอนที่ใช้แก้ปวดข้อ มักจะใส่ยาสเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาที่มีผลต่อร่างกาย<br />
มาก ถ้ารับประทานประจำจะทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะ กดการทำงานของไขกระดูก<br />
หน้าบวม</p>
<p><strong>ข้อแนะนำการใช้ยาในการรักษาโรคข้อเสื่อม</strong><br />
ผู้ป่วยไม่ควรซื้อยามากินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร สำหรับผู้ป่วยที่สูงอายุ<br />
และใช้ยานี้รับประทานเป็นประจำ ควรจะต้องตรวจดูการทำงานการไต เพราะเมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน</title>
		<link>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%99/?utm_source=rss&#038;utm_medium=rss&#038;utm_campaign=%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25b4%25e0%25b8%2598%25e0%25b8%25b5%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2581%25e0%25b8%25a5%25e0%25b8%25aa%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2582%25e0%25b8%25a0%25e0%25b8%25b2%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%259c%25e0%25b8%25b9%25e0%25b9%2589%25e0%25b8%259b%25e0%25b9%2588%25e0%25b8%25a7%25e0%25b8%25a2%25e0%25b9%2582%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%2584%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b0%25e0%25b8%2594%25e0%25b8%25b9%25e0%25b8%2581%25e0%25b8%259e%25e0%25b8%25a3%25e0%25b8%25b8%25e0%25b8%2599</link>
		<comments>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Nov 2011 16:07:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
				<category><![CDATA[วิธีการดูแลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูกเปราะบาง]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูกแตก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคกระดูกพรุน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://nicehealthy.com/?p=80</guid>
		<description><![CDATA[โรคกระดูกพรุนเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก และมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ทุพพลภาพ การสูญเสียทางเศรษฐกิจและการสูญเสียชีวิต เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการแบบทันทีทันใด อาการแสดงจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ซึ่งการที่จะช่วยส่งเสริมให้เนื้อกระดูกมีความหนาแน่นในระดับสูงสำหรับผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน ผู้สูงอายุควรมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักโภชนาการ ดังต่อไปนี้ 1. การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การเก็บหรือซ่อมแซมการสูญเสียกระดูกจะไม่เกิดขึ้นถ้าร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ และมีรายงานการศึกษาพบว่าแบบแผนการบริโภคอาหารของคนไทยจะได้รับแคลเซียมจากอาหารต่ำมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ควรได้ในแต่ละวัน คือ เฉลี่ยรับละ 384 มก./วัน ขณะที่ปริมาณที่ควรได้รับคือ 800 มก./วัน ทำให้มีแคลเซียมสะสมอยู่เนื้อกระดูกน้อยอยู่แล้วดังนั้นเมื่อมีอายุมากขึ้น จึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาปริมาณแคลเซียมนั้นไว้ให้ดีที่สุด ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงต้องรับประทานอาหาร ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความความหนาแน่นของเนื้อกระดูกและป้องกันการเกิดโรคกระพรุน สำหรับแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง โยเกิร์ต เป็นต้น ในน้ำนมจะมีปริมาณแคลเซียมสูง คือ 240 มิลลิกรัมต่อปริมาณของน้ำนม 200 มิลลิลิตรและแคลเซียมในน้ำนมจะอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ส่วนแคลเซียมในอาหารจะจับกับสารอาหารอื่น ๆ ทำให้สัดส่วนการดูดซึมลดลง ผู้สูงอายุบางรายอาจไม่สามารถบริโภคนมเนื่องจากไม่มีเอ็นไซม์สำหรับย่อยนม ทำให้มีอาการท้องเดิน สามารถรับประทานอาหารอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูงและสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย ได้แก่ นมถั่วเหลือง ปลาเล็กปลาน้อย ปลาไส้ตัน กุ้งฝอย กะปิ กุ้งแห้ง เต้าหู้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div id="attachment_81" class="wp-caption aligncenter" style="width: 310px"><a href="http://nicehealthy.com"><img class="size-full wp-image-81" title="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน" src="http://nicehealthy.com/wp-content/uploads/2011/11/osteoporosis-300x200-1.jpg" alt="วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน" width="300" height="200" /></a><p class="wp-caption-text">วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคกระดูกพรุน</p></div>
<p><strong>โรคกระดูกพรุน</strong>เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก และมีแนวโน้มเพิ่มความรุนแรงส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ทุพพลภาพ การสูญเสียทางเศรษฐกิจและการสูญเสียชีวิต เป็นโรคที่ไม่แสดงอาการแบบทันทีทันใด อาการแสดงจะเกิดอย่างค่อยเป็นค่อยไปอย่างช้าๆ ซึ่งการที่จะช่วยส่งเสริมให้เนื้อกระดูกมีความหนาแน่นในระดับสูงสำหรับผู้ป่วย<strong>โรคกระดูกพรุน</strong> รวมทั้งลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน ผู้สูงอายุควรมีพฤติกรรมการรับประทานอาหารอย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักโภชนาการ ดังต่อไปนี้<br />
<strong>1. การบริโภคอาหารที่มีปริมาณแคลเซียมสูง</strong><br />
เนื่องจากแคลเซียมเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในการสร้างเนื้อกระดูกและป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก การเก็บหรือซ่อมแซมการสูญเสียกระดูกจะไม่เกิดขึ้นถ้าร่างกายไม่ได้รับแคลเซียมจากอาหารอย่างเพียงพอ และมีรายงานการศึกษาพบว่าแบบแผนการบริโภคอาหารของคนไทยจะได้รับแคลเซียมจากอาหารต่ำมากเมื่อเทียบกับปริมาณที่ควรได้ในแต่ละวัน คือ เฉลี่ยรับละ 384 มก./วัน ขณะที่ปริมาณที่ควรได้รับคือ 800 มก./วัน ทำให้มีแคลเซียมสะสมอยู่เนื้อกระดูกน้อยอยู่แล้วดังนั้นเมื่อมีอายุมากขึ้น จึงยิ่งจำเป็นที่จะต้องรักษาปริมาณแคลเซียมนั้นไว้ให้ดีที่สุด ดังนั้นในผู้สูงอายุจึงต้องรับประทานอาหาร ที่มีปริมาณแคลเซียมสูงเพิ่มขึ้น เพื่อรักษาความความหนาแน่นของเนื้อกระดูกและป้องกันการเกิดโรคกระพรุน<br />
สำหรับแหล่งอาหารที่มีแคลเซียมสูง ได้แก่ นมหรือผลิตภัณฑ์จากนม เช่น เนยแข็ง โยเกิร์ต เป็นต้น ในน้ำนมจะมีปริมาณแคลเซียมสูง คือ 240 มิลลิกรัมต่อปริมาณของน้ำนม 200 มิลลิลิตรและแคลเซียมในน้ำนมจะอยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันที ส่วนแคลเซียมในอาหารจะจับกับสารอาหารอื่น ๆ ทำให้สัดส่วนการดูดซึมลดลง ผู้สูงอายุบางรายอาจไม่สามารถบริโภคนมเนื่องจากไม่มีเอ็นไซม์สำหรับย่อยนม ทำให้มีอาการท้องเดิน สามารถรับประทานอาหารอื่นๆ ที่มีแคลเซียมสูงและสอดคล้องกับวิถีชีวิตคนไทย ได้แก่ นมถั่วเหลือง ปลาเล็กปลาน้อย ปลาไส้ตัน กุ้งฝอย กะปิ กุ้งแห้ง เต้าหู้ ถั่วเหลือง งาดำ ผักคะน้า มะเขือพวง ใบยอ เป็นต้น<br />
การเพิ่มการบริโภคแคลเซียม ควรเป็นการเพิ่มการบริโภคโดยใช้อาหารเป็นหลักไม่แนะนำให้บริโภคในรูปสารสังเคราะห์ยกเว้นการอยู่ในความดูแลแพทย์ เพราะอาจเกิดผลที่ไม่พึงประสงค์ได้กรณีที่ได้รับแคลเซี่ยมในปริมาณที่มากเกิน คือ มากกว่า 2000 มิลลิกรัมต่อวัน อาจก่อให้เกิดภาวะแคลเซียมในเลือดสูง ทำให้มีอาการปัสสาวะบ่อย คลื่นไส้ อาเจียน มีอาการขาดน้ำ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ซึม หมดสติ เกิดนิ่วในไต ผลข้างเคียงที่พบบ่อย คือ ท้องผูก แน่นท้องเป็นต้น<br />
<strong>2. การบริโภคอาหารที่มีวิตามินดี</strong><br />
เนื่องจากวิตามินดีเป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อกระดูก ช่วยสร้างโปรตีนในการดูดซึมของแคลเซียม ทำให้การดูดซึมของแคลเซียมเป็นไปโดยปกติและช่วยในการสร้างกระดูกเพิ่มขึ้น ในคนสูงอายุมีโอกาสขาดวิตามินดีค่อนข้างมากเนื่องจากรับประทานอาหารที่มีวิตามินดีในปริมาณน้อยและได้รับแสงแดดน้อยเกินไป ซึ่งโดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินดี 600-800 IU/วัน เมล็ดธัญญาพืชทั้งเปลือก ขนมบัว มาการีนและจากแสงแดด เป็นต้น ดังนั้นเพื่อการมีกระดูกที่แข็งแรงร่างกายควรได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ทุกวันอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที/วัน<br />
<strong>3. การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสิ่งที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน ได้แก่</strong><br />
3.1 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารที่มีโปรตีนจากเนื้อสัตว์จำนวนมาก เนื่องจากสารกลูคากอนที่เกิดจากการเผาผลาญจากสารอาหารโปรตีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นการรับประทานอาหารเหล่านี้จำนวนมากจึงทำให้เกิดการสูญเสียแคลเซียมเพิ่มมากขึ้น<br />
3.2 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคอาหารรสเค็มจัด เนื่องจากอาหารรสเค็มมีโซเดียมเป็นส่วนประกอบ เมื่อร่างกายได้รับโซเดียมจะทำให้ร่างกายขับน้ำออกทางปัสสาวะมากขึ้นและขับแคลเซียมตามออกมาด้วย จึงทำให้การสูญเสียแคลเซียมจากร่างกายทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น<br />
3.3 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เนื่องจากน้ำชา กาแฟ มีส่วนประกอบของคาเฟอีน จะทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น<br />
3.4 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคน้ำอัดลม เนื่องจากมีส่วนผสมของฟอสฟอรัสสูงฟอสฟอรัสจะรวมตัวกับแคลเซียมในร่างกาย ทำให้ระดับแคลเซียมในเลือดเสียสมดุล ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำแคลเซียมไปใช้ได้ตามปกติ จึงทำให้แคลเซียมในร่างกายลดลงได้<br />
3.5 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคสุรา เนื่องจากแอลกอฮอล์จะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในร่างกาย และทำให้ร่างกายขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำในปริมาณมากนั้นจะทำให้แคลเซียมลดต่ำลง<br />
3.6 การหลีกเลี่ยงหรืองดสูบบุหรี่ เนื่องจากนิโคตีนในบุหรี่ขัดขวางการนำแคลเซียมไปใช้ ทำให้ร่างกายนำแคลเซียมไปใช้ได้ลดลง<br />
3.7 การหลีกเลี่ยงหรืองดบริโภคยาบางชนิด เช่น ยาลดกรดในกระเพาะอาหารที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมไฮดรอกไซด์ ยาบางประเภท เช่น ยาสเตรียรอยด์ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาป้องกันอาการชัก ฮอร์โมนธัยรอยด์ เฮพาริน มีผลทำให้การดูดซึมแคลเซียมในร่างกายลดลง และทำให้มีการขับแคลเซียมออกทางปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความหนาแน่นของเนื้อกระดูกลดลงในที่สุด<br />
การที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องว่าควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอะไรบ้างที่จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ประกอบกับการที่ผู้บริโภคยุคใหม่มีแนวโน้มที่จะเผลอตัวไปกับกระแสสังคมที่ต้องการความสะดวกรวดเร็วจนทำให้ไม่ได้ให้ความสำคัญในเรื่องอาหารการกินเท่าที่ควร ทั้งสองสิ่งนี้ทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ไม่พึงประสงค์ มีการกินอาหารบางอย่างมากเกินไป บางอย่างน้อยเกินไปทำให้ได้รับคุณค่าอาหารที่ไม่สมดุลเป็นผลให้เกิดปัญหาสุขภาพโดยไม่รู้ตัว การกินอาหารมิใช่จะเป็นเพียงการกินเพื่อให้อิ่มหรือเพื่อให้ยังชีพ แต่จำเป็นที่ต้องกินเพื่อให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดีแข็งแรง ไม่เป็นโรค และมีจิตใจแจ่มใสเพื่อให้มีหลักของการบริโภคอาหารที่ดี กระทรวงสาธารณสุขโดยกองโภชนาการ กรมอนามัย ได้มี “ข้อแนะนำการบริโภคอาหาร เพื่อสุขภาพของคนไทย” (Food Based Dietary Guidelines) 9 ข้อ ซึ่งเป็นคำแนะนำที่มีความเหมาะสมและง่ายต่อการปฏิบัติและมีความยืดหยุ่นในตัวที่แต่ละคนสามารถปรับให้เหมาะสมกับตัวเองได้ โดยมีรายละเอียดต่อไปนี้ คือ<br />
1. <strong>กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลาย และหมั่นดูแลน้ำหนักตัว</strong><br />
ข้อแนะนำนี้เป็นข้อแนะนำหลัก ยึดอาหารหลัก 5 หมู่ และเพิ่มความสำคัญของการกินอาหารแต่ละหมู่ให้มีความหลากหลาย ไม่จำเจอยู่เพียงอาหารไม่กี่ชนิด น้ำหนักตัวเป็นเครื่องบ่งชี้อย่างง่ายถึงภาวะสุขภาพ ในผู้ใหญ่ที่กินอาหารได้เหมาะสม จะมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสมและค่อนข้างคงที่ มีรูปร่างที่ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป หากสังเกตเห็นว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากน้ำหนักปกติ แสดงให้เห็นว่าเริ่มกินอาหารมากเกินไปแล้วควรจะต้องหันมาควบคุมลดปริมาณให้น้อยลง โดยไม่จำเป็นต้องรอให้เสื้อผ้าคับก่อนที่เริ่มรู้สึกตัว เพราะเสื้อผ้าสมัยใหม่มักนิยมใช้สายยืดเพื่อให้สวมใส่สบายดังนั้น ควรหมั่นชั่งน้ำหนักตัวอย่างน้อยเดือนละครั้ง<br />
<strong>2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ</strong><br />
เพื่อเป็นการรักษาเอกลักษณ์ของคนไทย จึงให้ความสำคัญกับการกินข้าวเป็นอาหารหลักถ้าเป็นไปได้ ควรกินข้าวซ้อมมือ เพราะอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีนและใยอาหารมากกว่าข้าวที่ขัดสีจนขาวส่วนอาหารแป้ง เช่น ขนมปัง ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ให้กินเป็นบางมื้อ อาหารแป้งเป็นอาหารที่ผ่านการแปรรูป ใยอาหารจะมีน้อยกว่าในข้าว<br />
<strong>3. กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ</strong><br />
อาหารหลัก 5 หมู่ ของไทยมีเอกลักษณ์ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ การจัดแยกพืชผักและผลไม้เป็นอาหารหลักคนละหมู่เนื่องจากประเทศไทยมีพืชผักและผลไม้อุดมสมบูรณ์ที่ผู้บริโภคสามารถเลือกบริโภคได้ตลอดปี พืชผักและผลไม้ให้สารอาหารที่สำคัญหลายชนิด คือ วิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร และให้สารอื่นที่มิใช่สารอาหารเช่น สารแอนติออกซิแดนท์ที่ช่วยไม่ให้อนุมูลอิสระทำลายเนื้อเยื่อและผนังเซลล์ ช่วยชะลอการเสื่อมสลายของเซลล์ ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ดูสดใสไม่แก่เกินวัย นอกจากนี้ยังให้ประโยชน์ทางด้านสมุนไพรที่ช่วยรักษาสุขภาพ<br />
<strong>4. กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ</strong><br />
เป็นการกินอาหารที่ให้โปรตีน โดยเน้นปลาและอาหารประเภทถั่วเมล็ดแห้ง เช่น เต้าหู้ชนิดต่าง ๆ สำหรับเนื้อสัตว์ให้เลือกที่ไม่ติดมัน หรือที่มีมันน้อย ไข่เป็นอาหารที่มีประโยชน์ ควรกินเป็นประจำ เด็กควรกินวันละฟอง ผู้ใหญ่ภาวะปกติควรกินวันเว้นวันหรือสัปดาห์ละ 2-3 ฟอง ส่วนคนที่มีปัญหาภาวะโคเลสเตอรอลสูงในเลือดควรลดปริมาณลง<br />
<strong>5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย</strong><br />
บางคนอาจมองเห็นว่าน้ำนมเป็นอาหารของต่างชาติ ไม่ควรส่งเสริมการบริโภค น่าจะให้คนไทยไปบริโภคอาหารอย่างอื่นจะดีกว่า อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาโดยรวม จะเห็นได้ว่าน้ำนมเป็นอาหารที่มีประโยชน์สมบูรณ์ เป็นแหล่งอาหารของโปรตีน แคลเซียม วิตามินบี 2 และแร่ธาตุต่าง ๆ นอกจากนี้น้ำนมเป็นอาหารที่รับประทานง่าย ราคาไม่แพงเกินไป มีหลายชนิดหาได้ทั่วไป จึงเป็นการสะดวกที่จะใช้เป็นอาหารสำหรับคนทุกวัยในกรณีที่ห่วงว่าดื่มนมมาก ๆ อาจทำให้อ้วน ผู้บริโภคสามารถเลือกดื่มนมพร่องไขมันได้ปริมาณที่แนะนำคือ เด็กควรดื่มวันละ 1-2 แก้ว ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุควรดื่มวันละ 1 แก้ว<br />
<strong>6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร</strong><br />
ถึงแม้ไขมันจะเกี่ยวข้องกับปัญหาโภชนาการ เช่น โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดสูงที่นำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือดได้ แต่ร่างกายต้องการไขมันเพื่อสุขภาพด้วยเช่นกันเพียงแต่จะต้องควบคุมปริมาณและชนิดของไขมันที่จะบริโภคให้เหมาะสม ลดอาหารที่มีไขมันมากเช่น หมูสามชั้น ขาหมูพะโล้และอาหารที่ใช้น้ำมันหรือกะทิจำนวนมากในการประกอบอาหาร<br />
<strong>7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัดและเค็มจัด</strong><br />
ส่วนประกอบสำคัญของอาหารหวานจัดและเค็มจัด ได้แก่ น้ำตาลและเกลือแกง ซึ่งส่วนประกอบทั้ง 2 ชนิด เมื่อบริโภคมากเกินไปพบว่าเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคอ้วนและโรคความดันโลหิตสูง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่มีรสหวานจัดและเค็มจัด ควรพยายามรับประทานอาหารที่มีรสธรรมดา ไม่ควรที่จะต้องเติมน้ำตาลหรือเกลือเพิ่มเติมในอาหารที่ปรุงแล้ว หรือหันมากินอาหารแบบไทยเดิม ที่มีกับข้าวหลายชนิดเพื่อให้เกิดรสชาติที่หลากหลายแทนการบริโภคอาหารรสจัด<br />
<strong>8. กินอาหารที่สะอาดปราศจากการปนเปื้อน</strong><br />
การกินอาหารที่สะอาดนับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะช่วยลดอันตรายจากสิ่งปนเปื้อนต่าง ๆ ซึ่งอาจเป็นเชื้อโรค พยาธิ สารพิษ สิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ผู้บริโภคควรเลือกซื้ออาหารจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้และมีการผลิตที่ถูกต้อง รวมทั้งมีการเก็บรักษาที่เหมาะสม อาหารสำเร็จรูปควรบรรจุในภาชนะที่เหมาะสม สะอาด ฉลากที่ถูกต้อง บอกวันหมดอายุ ส่วนประกอบ ชื่ออาหาร สถานที่ผลิตนอกจากนี้ผู้บริโภคควรมีสุขนิสัยที่ดีในการรับประทานอาหาร เช่น การล้างมือก่อนรับประทานอาหาร การใช้ซ้อนกลางหรือใช้อุปกรณ์หยิบจับอาหารมากกว่าการใช้มือ<br />
<strong>9. งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์</strong><br />
เมื่อดื่มมาก จะมีผลให้การทำงานของระบบสมองและประสาทช้าลง ทำให้เกิดการขาดสติได้ง่าย อันจะนำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุ เสียทรัพย์ เสียสุขภาพ ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและการขาดสารอาหารที่สำคัญหลายชนิดดังนั้นควรลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือควรหลีกเลี่ยงให้มากที่สุด</p>
<p>โดยสรุปแล้ว เพื่อให้ร่างกายได้ประโยชน์สูงสุดและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราจึงควรรับประทานอาหารให้ครบทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน และเกลือแร่ รวมทั้งน้ำ ทั้งนี้ต้องรับประทานอาหารให้ถูกส่วน ในกรณีที่มีอายุมากควรลดปริมาณอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน เนื้อสัตว์ในปริมาณที่เหมาะสมกับความต้องการของร่างกายโดยต้องพิจารณาถึงเพศ วัย น้ำหนักส่วนสูง และอาชีพของแต่ละบุคคล นอกจากนี้ต้องมีการออกกำลังกายในรูปแบบที่เหมาะสมกับวัยและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วย<br />
บรรณานุกรม<br />
1. กอบจิตต์ ลิมปพยอม. (2543). วัยหมดประจำเดือน. กรุงเทพฯ : เรือนแก้วการพิมพ์.<br />
2. รัชตะ รัชตะนาวิน. (2535).โรคกระดูกพรุน.ใน : สุรศักดิ์ นิลภานุวงศ์. บรรณาธิการ. ตำราโรคข้อ. กรุงเทพฯ : เรือนแสงการพิมพ์. หน้า 319-344.<br />
3. ลลิตา ธีระสิรี. (2542). กระดูกผุ-แคลเซียม : ป้องกันรักษาด้วยธรรมชาติวิธี.พิมพ์ครั้งที่ 6.กรุงเทพฯ : รวมทรรศน์.<br />
4. สุวคนธ์ ไข่แก้ว. (2540) สตรีวัยหมดประจำเดือน : การดูแลตนเอง เพื่อป้องกันโรคกระดูกพรุน. วารสารพยาบาลศาสตร์, 15(1) , 19-24.<br />
5. อุดม วิศิษฏสุนทร. (2541). คู่มือโรคข้อ. ใน : สุรศักดิ์ นิลภานุวงศ์,และสุรวุฒิ ปรีชานนท์.บรรณาธิการ. โรคกระดูกพรุน. กรุงเทพฯ : เรือนแสงการพิมพ์. หน้า 286-293.<br />
6. วิลัยทิพย์ สาชลวิจารณ์. (2545). กินอย่างไรให้สดใสในวัยทอง. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการเรื่อง Menopause : the Period of Pride. กรุงเทพฯ,โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค. หน้า134-142.<br />
7. 9 วิธีกินดีเพื่อสุขภาพ. (2549) ค้นเมื่อ 13 มีนาคม 2549.จาก http://www.sudyord.com/health/food/93.htm</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://nicehealthy.com/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b8%e0%b8%82%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%9e%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b8%81%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

