รวมความรู้เกี่ยวกับโรคชนิดต่างๆ คำอธิบาย วิธีการดูแลสุขภาพ การรักษา พร้อมทั้งวิธีป้องกันโรคชนิดต่างๆ

บทความน่ารู้

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย

เป็นโรคโลหิตจางพันธุกรรมอันเนื่องมาจากความผิดปกติของการสร้างฮีโมโกลบิน (ความผิดปกติของสารพันธุกรรม) ทำให้สร้างฮีโมโกลบินน้อยลงหรือสร้างผิดปกติ เป็นผลให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติ มีอายุสั้น ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา  เกิดภาวะเลือดจาง  (anemia) เรียกว่า ธาลัสซีเมีย (thalassemia)

โรคธาลัสซีเมียมีการถ่ายทอดทางพันธุกรรมแบบยีนด้อย กล่าวคือ ทั้งบิดาทั้งมารดาของผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียจะมีธาลัสซีเมียแฝง หรือเรียกว่าเป็นพาหะของธาลัสซีเมีย หรือเป็นโรคธาลัสซีเมีย โดยโรคนี้พบได้ทั้งหญิงและชายปริมาณเท่าๆกัน

   อาการ

ซีด ตาขาวสีเหลือง ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต ผิวหนังดำคล้ำ กระดูกใบหน้าจะเปลี่ยนรูป มีจมูกแบน กะโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มนูนสูง  คางและขากรรไกรกว้างใหญ่ ฟันบนยื่น กระดูกบาง เปราะ หักง่าย ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าคนปกติ แคระแกร็น ท้องป่อง  โรคธาลัสซีเมียมีอาการตั้งแต่ไม่มีอาการใดๆ จนถึงมีอาการรุนแรงมากที่ทำให้เสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอดไม่เกิน 1 วัน

  ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นพาหะธาลัสซีเมีย

  1. คนทั่วไปมีโอกาสเป็นพาหะ หรือมียีนของธาลัสซีเมียชนิดใดชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40
  2. ชายหญิงที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสสซีเมียต้องมียีนธาลัสซีเมียเสมอ
  3. พี่น้องหรือญาติของผู้เป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะของโรคธาลัสซีเมียมีโอกาสที่จะมียีนธาลีสซีเมียมากกว่าคนทั่วไป

 

ที่มา: www.thalassemia.or.th

48 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคไต

โรคไต

โรคไต

ไตมี 2 ข้างอยู่บริเวณด้านหลัง ใต้ชายโคลง บริเวณบั้นเอว มีรูปร่างคล้ายถั่วเหลืองไตมีหน้าที่กำจัดของเสีย,รักษาสมดุลน้ำของร่างกาย,ดูดซึมและเก็บสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย,ควบคุมความดันโลหิต,สร้างฮอร์โมน ฯลฯ

ผู้ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นโรคไต

-         ผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีไตจะเริ่มเสื่อม จึงมีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคไต

-         ผู้ที่มีความดันโลหิตสูง

-         ผู้ที่เป็นโรคหัวใจ

-         ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน

-         ผู้ที่เป็นโรคเกาต์

อาการที่แสดงว่าเป็นโรคไต

-         ปัสสาวะผิดปกติ เช่น ขุ่น เป็นฟอง เป็นเลือด

-         ถ่ายปัสสาวะผิดปกติ เช่น แสบ ขัด ปริมาณน้อย บ่อย

-         มีอาการปวดหลัง

-         เหนื่อยงาน ไม่มีแรง ซีด อ่อนเพลีย

-         ท้องอืด ท้องเฟ้อ คลื่นไส้ อาเจียน

-         เบื่ออาหาร

-         ปวดศีรษะ นอนหลับไม่สนิท

 

 

ที่มา: www.vibhavadi.com

41 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคชา ( ปลายประสาทอักเสบ )

 

โรคชา (ปลายประสาทอักเสบ)

โรคชา (ปลายประสาทอักเสบ)

อาการชา ส่วนมากเกิดจากความผิดปกติของเส้นประสาทหรือที่เรียกว่าปลายประสาทอักเสบ (peripheral Neuropathies) ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ในรูปแบบที่หลากหลาย หรืออาจเกิดร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ปวดหรืออ่อนแรง ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ อาจเป็นๆหายๆหรือเป็นต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน จนทำให้หลายๆคนเคยชินและปล่อยทิ้งไว้จนเป็นอันตรายได้ อาการต่างๆเหล่านี้ มีสาเหตุมาจากเส้นประสาทส่วนใดส่วนหนึ่งถูกกดทับเป็นเวลานาน เช่น

-         กลุ่มอาการที่เส้นประสาทบริเวณข้อมือถูกกดทับ(carpal Tunnel Syndrome) ซึ่งมักพบกับผู้ที่ใช้งานข้อมือหนักจนเกิดเนื้อเยื่อหนากดทับเส้นประสาทบริเวณนั้น เช่น ผู้ที่ทำงานบ้าน ซักผ้ารีดผ้า หรือพิมพ์งานหน้าพิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ

-         ผู้ป่วยที่เส้นประสาทถูกกดเบียดตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น ผู้ป่วยหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาท หรือเส้นประสาทที่สะโพกถูกกดบียด

ผลจากโรคหรือภาวะผิดปกติชนิดอื่น

-         โรคเบาหวาน โดยเฉพาะกลุ่มที่ป่วยเป็นโรคนี้มานานและคุมน้ำตาลในเลือดได้ไม่ดี พบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยมักเกิดอาการชาจากปลายประสาทอักเสบตามมา เรียกว่า Diabetic Neuropathies

-         โรคอื่นๆ เช่น ไทรอยด์บางชนิด ไตวายเรื้อรัง หรือโรคติดเชื้อบางชนิด ความผิดปกติของระบบทางภูมิคุ้มกันซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเส้นประสาท

สาเหตุอื่นๆ

-         อุบัติเหตุที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บ จนส่งผลให้เส้นประสาทเกิดความเสียหาย

-         ยาหรือสารพิษบางชนิด เช่น ยาต้านมะเร็ง  ยากันชัก ยาปฏิชีวนะบางชนิด สารตะกั่ว ปรอท เป็นต้น กลุ่มนี้ถ้าทราบและกำจัดสาเหตุตั้งแต่แรก อาการต่างๆ มักจะกลับเป็นปกติได้

103 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง

โรคความดันโลหิตสูง

ความดันโลหิต หมายถึง แรงดันของกระแสเลือดที่กระทบต่อผนังหลอดเลือด อันเกิดจากการสูบฉีดของหัวใจ คล้ายกับแรงดันที่อัดเข้าไปกระทบผนังในยางรถยนต์เวลาสูบลมเข้า

 ชนิดของความดันโลหิตสูง

-         ชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ :ผู้สูงอายุ ( >60 ปี ) ความเครียด ,อาหารรสเค็ม,ไขมันในเลือดสูง,เบาหวาน,สูบบุหรื่,ขาดการออกกำลังกาย

-         ชนิดที่ทราบสาเหตุ: โรคบางชนิด,ยาบางประเภท เช่น ยาคุมกำเนิด ยาสเตียรอยด์,ภาวะตั้งครรภ์

     อาการแทรกซ้อน : ประตาเสื่อม,ไตวาย,เส้นเลือดในสมองแตก,หัวใจล้มเหลว

 ทำไมต้องรักษาความดันโลหิตสูง

-         เนื่องจากโรคความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ แต่โรคนี้สามารถทำให้เกิดโรคแก่ร่างกาย เช่น ทำให้หัวใจต้องทำงานหนัก อาจทำให้เกิดโรคหัวใจวาย และยังเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคอัมพาต และยังเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ โรคไต โรคหลอดเลือดแดงแข็งอีกด้วย

 

เอกสารอ้างอิง: The Seventh report of the Joint nation committee on Ditection,Evaluation and Treatment of High Blood Pressure The JNC 7 report.JAMA 2003;289:2560 – 2572

46 เข้าชม | อ่านต่อ

โรคข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อม

โรคข้อเสื่อม

คือโรคของข้อที่เกิดจากการเสื่อมของกระดูกอ่อนข้อต่อ (articular cartilage) การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากกระบวนการเสื่อมจะมาสามารถกลับสู่สภาพเดิมและอาจทวีความรุนแรงมากขึ้นตามลำดับ

จะสังเกตอาการข้อเสื่อมได้อย่างไร

  1. ข้อบวมหรือข้อโตขึ้น มักตรวจพบข้อที่อยู่ใกล้ผิวหนัง โดยเฉพาะข้อนิ้วมือ ข้อบวมในระยะแรกเริ่มเป็นผลจากน้ำไขข้อที่มีมากขึ้น ในระยะหลังเป็นผลจากกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ เวลาจับจะรู้สึกแข็งเป็นผลจากเยื่อหุ้มข้อมีความหนาตัวขึ้น
  2. กดเจ็บบริเวณข้อ เนื่องจากเกิดการอักเสบขึ้น และมีความเจ็บปวดขณะเคลื่อนข้อ หรือเวลากดกระดูกข้างข้อที่โต ผู้ป่วยก็จะมีความรู้สึกเจ็บได้ การตรวจพบข้ออักเสบ เช่น บวม แดง ร้อน กดเจ็บอาจพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ที่มีการกำเริบอย่างเฉียบพลัน ซึ่งบางครั้งแยกจากการอักเสบอื่นได้ลำบาก
  3. มีเสียงในข้อในขณะเคลื่อนไหวข้อที่เป็น พบบ่อยที่ข้อเข่าเป็นผลจากกระดูกอ่อนผิวข้อเสียดสีกัน
  4. องศาการเคลื่อนไหวของข้อลดลง
  5. ข้อผิดรูปหรือพิการ เกิดจากกระดูกงอกออกทางด้านข้าง โรคข้อเสื่อมในข้อเข่ามักทำให้เกิดข้อเข่าโก่ง คือข้อเข่าแยกห่างออกจากกัน เวลายืนจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น
  6. ความมั่นคงของข้อเสียไป บางคนบอกว่าข้อหลวม เป็นในผู้ป่วยที่เป็นมาก กระดูกผิวข้อบางลง ทำให้ความกระชับของข้อเสียไป มักจะพบได้ในรายที่เป็นมากๆ
  7. การเดินผิดปกติ ข้อที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย อาจมาด้วยเรื่องเดินกระเผลก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้นถ้าให้เดินในพื้นที่ขรุขระหรือเดินขึ้นลงทางลาด องศาการเคลื่อนไหวข้อลดลง ไม่สามารถเหยียดข้อเข่าให้ตรงเหมือนในภาวะปกติ
  8. กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง เนื่องจากผู้ป่วยไม่ใช้ข้อที่มีอาการปวด

 

 อาการปวดเกิดจากอะไร

เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อไม่มีปลายประสาทไปเลี้ยง อาการที่ปวดจึงเกิดจากโครงสร้างที่อยู่ในข้อและรอบข้อดังนี้

  1. การทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ กระดูกอ่อนผิวข้อไม่ได้ทำให้เกิดอาการปวดแต่ทำให้เกิดเสียงดังเมื่อมีการเคลื่อนไหว แต่เศษของกระดูกอ่อนผิวข้อที่หลุดออกมาเข้าไปในข้อจะถูกกำจัดโดยเยื่อบุข้อ และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบขึ้นในข้อ จึงกระตุ้นให้เกิดการปวด
  2. น้ำในข้อ มีผลทางอ้อมในการเกิดอาการปวด น้ำในข้อที่มีจำนวนมากขึ้นจะไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกที่อยู่ในเยื่อหุ้มข้อ เนื่องจากไปกดหลอดเลือดและเส้นประสาท
  3. เยื่อบุข้ออักเสบ การอักเสบของเยื่อบุข้อในโรคข้อเสื่อม มักจะเป็นเล็กน้อยและเป็นจุดที่มาของการปวด
  4. กระดูกใต้ต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้เกิดอาการปวด เนื่องจากกระดูกขาดออกซิเจน แต่เมื่อกระดูกตายทำให้เกิดช่องว่าง ร่างกายจึงสร้างกระดูกมาทดแทนในส่วนที่เสีย จึงเกิดกระดูกงอกขึ้น ซึ่งกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อที่โตขึ้น อาจทำให้เกิดการปวดโดยการกดเส้นประสาท
  5. กล้ามเนื้อเกร็งตัว อาจเป็นสาเหตุของการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะโรคข้อเสื่อมของกระดูกสันหลังระดับคอและระดับบั้นเอว กล้ามเนื้อเกร็งตัวเป็นผลจากการที่กระดูกงอกออกทางด้านบนขอบของข้อกดทับเส้นประสาท กล้ามเนื้อเกร็งตัวเป็นการป้องกันร่างกายโดยกลไกธรรมชาติของร่างกาย คือ ไม่ให้ร่างกายเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกกดทับเส้นประสาทมากขึ้น

 

 

เอกสารอ้างอิง: สมาคมรูมาติสซั่มแห่งประเทศไทย.โรคข้อเสื่อมเข่าเสื่อม. กรุงเทพ: สมาคม; 2544

52 เข้าชม | อ่านต่อ
Page 5 of 6« First...23456